กรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช เสนอไอเดียโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าในผืนป่าตะวันตก ตามแผนงานการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสัตว์ป่า ในรูปแบบซาฟารี คล้ายในทวีปแอฟริกา ในระหว่างการร่วมงานรำลึก 29 ปี สืบ นาคะเสถียร เมื่อเร็วๆ นี้ โดยใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ บริเวณรอยต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งกับอ่างเก็บน้ำทับเสลาบนเนื้อที่กว่า 3 หมื่นไร่ โดยเห็นว่าพื้นที่มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรูปแบบดังกล่าว โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นดีพี และมอบให้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการศึกษาวิจัย ทำให้มีหลายฝ่ายแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
“ฐกร กาญจน์จิระเดช” ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุทัยธานี กล่าวถึงโครงการดังกล่าวว่ามีการนำพื้นที่บางส่วนของอ่างเก็บน้ำทับเสลามาใช้ร่วมด้วยว่า การจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบซาฟารีนั้น มีข้อคิดเห็นในเชิงบวกคืออุทัยธานีมีจุดแข็ง เนื่องจากมีแหล่งอุทยานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งซึ่งเป็นมรดกโลก และเป็นปอดใหญ่ๆ ของประเทศไทยด้วย สามารถพัฒนาต่อยอดให้เป็นการท่องเที่ยวซาฟารีได้ อย่างต่างประเทศที่เคยไป คือเมืองคาตาเนีย ประเทศอิตาลี เป็นแหล่งท่องเที่ยวลักษณะแบบนี้มีขนาดใหญ่มากๆ ก็มีวิธีการจัดการไม่ไปกระทบกับระบบนิเวศของสัตว์ป่า ทางกรมอุทยานฯอาจจะจัดนำรถวนเข้าไปดูจุดสำคัญต่างๆ มีการรักษาความปลอดภัยในแต่ละจุดที่ชมธรรมชาติ รถหรือยานพาหนะที่จะเข้าไปต้องออกแบบมาโดยเฉพาะ ป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่อาจจะทำร้าย เช่น ช้าง เสือ แรด และจัดให้มีจุดพัก ถ่ายรูปชมวิว ชมธรรมชาติของสัตว์ที่จะลงมาหากินในจุดบริเวณที่มีอาหาร
ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุทัยธานี กล่าวว่า ตรงจุดนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอุทัยธานี เปิดประตูให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ สถานที่อื่นจะหาไม่ได้หรือทำไม่ได้ ในส่วนผล กระทบกับชุมชน คิดว่าจะต้องมีอยู่แล้ว ถ้าเป็นในลักษณะบวกยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ ต.ระบำ อ.ลานสัก คนจะเริ่มเข้ามากันเยอะ หลักการแรกเลยก็อาจจะไปกระทบในเรื่องของที่พักหากว่าทางกรมอุทยานจัดเป็นที่พักแบบเปิดคือกางเต็นท์อาจจะไปกระทบบ้าง แต่ไม่ได้กระทบเสียทั้งหมด อย่างน้อยสุดการที่เป็นจุดดึงดูดคนเข้ามาในเขตของ อ.ลานสัก หรืออำเภออื่นในจังหวัดอุทัยธานี เกิดการจับจ่ายใช้สอยกันนั้น ลองประเมินดูคร่าวๆ ยกตัวอย่างว่า 1 ราย ใช้จ่ายเงิน 1,000 บาท หรือ 10 คน 10,000 บาท หากนักท่องเที่ยว 100 คน เท่ากับ 100,000 บาท ทำให้การหมุนเวียนเงินที่สะพัดขึ้นมา ขณะที่ชาวบ้านในเขตใกล้เคียงอาจจะนำผลผลิตในพื้นที่การเกษตร อย่างเช่น พืชผักปลอดสารพิษมาวางขาย เพื่อเป็นรายได้ของครอบครัว เป็นต้น
“หลายคนที่ชอบแนวเชิง Adventure ก็สามารถเข้ามาท่องเที่ยวกัน ได้เข้ามาเก็บความประทับใจเก็บความทรงจำที่ดี รวมทั้งได้มาใกล้ชิดกับแหล่งที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ในเรื่องของสัตว์ป่าต่างๆ แล้วนำไปบอกต่อ”
ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุทัยธานีกล่าวอีกว่า ในส่วนของการอนุรักษ์จะมีอยู่ 2 ทาง ทางแรกในการอนุรักษ์เชิงนิเวศ ขึ้นอยู่กับหน่วยราชการในการดูแลจัดการควบคุมนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไป อย่างที่สอง เรื่องของแหล่งน้ำ หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องไม่สร้างสิ่งที่กีดขวางทางน้ำ หากฝนตกลงมาแล้ว น้ำที่จะนำมาใช้ในเรื่องของด้านการเกษตรและอุปโภคบริโภคของอ่างทับเสลานี้จะได้มาจากน้ำฝน มีฝนตกในป่าก็จะเกิดเป็นน้ำท่าที่ไหลมาสู่ผิวดินหรือทางใต้ดิน สามารถส่งเก็บไว้ที่อ่างทับเสลา
ด้าน ธานี วงนาค หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กล่าวถึงข้อเสนอของโครงการซาฟารีห้วยขาแข้ง อาจเข้าใจกันว่า มีการทำซาฟารีในพื้นที่ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ขอเรียนว่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งนั้น เป็นพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงมีเพียงการศึกษาธรรมชาติที่ประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาธรรมชาติได้ตามความเหมาะสมเท่านั้น
“ประเด็นเรื่องการจัดการท่องเที่ยวในรูปแบบของซาฟารีห้วยขาแข้ง ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้ประสานกับนักวิจัยคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการวิจัยตรงพื้นที่ด้านนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นพื้นที่วิจัยที่มิได้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยาน เนื่องจากพื้นที่สำรวจโครงการอยู่ตรงรอยต่อของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ห้วยขาแข้งโดยตรง ประกอบด้วยพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบางส่วน และบริเวณพื้นที่ริมเขื่อนทับเสลา ซึ่งไม่ได้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหรือเป็นแหล่งทำกินของชาวบ้านแต่อย่างใด”
หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งกล่าวอีกว่า ต้องใช้ข้อมูลเชิงวิชาการในการพัฒนาและจัดการถึงความเหมาะสมในพื้นที่ด้านนอกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง คือต้องไม่มีผลกระทบถึงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และการวิจัยดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ คณะนักวิจัยจะนำงานวิจัยพร้อมรูปแบบการพัฒนานำเสนอเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งชุมชนในพื้นที่เพื่อแสดงความคิดเห็นกันต่อไป ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติการเป็นมรดกโลกและประชาชนอย่างระมัดระวัง
ด้าน นางปาริชาติ พุ่มนวล หนึ่งในชาวบ้านที่อยู่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ให้ความเห็นด้วยว่า โครงการซาฟารีนั้น หากมีการสร้างขึ้นจึงอาจจะส่งผลดีต่อชุมชนในเรื่องของการก่อเกิดรายได้จากการท่องเที่ยว หากทำแล้วประชาชนโดยรอบได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ได้ไม่น้อย
นี่คือข้อคิดเห็นและคำชี้แจงของหน่วยงานที่มีต่อแนวคิด ซาฟารีห้วยขาแข้ง ยังต้องมีกระบวนการคิดและถกเถียงกันอีกพอสมควร

