แผนกำจัดพิษตะกั่ว ‘คลิตี้’ยังย่ำที่เดิม

14.11.19 | 13:15 น.

จากกรณีการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เนื่องจากการทำเหมืองแร่ ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วย ตลอดจนเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การฟ้องคดี โดยชาวบ้านคลิตี้ 8 คน ฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับผู้บริหารของบริษัทเป็นจำเลย รวม 2 ราย

ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 15219/2558 ให้จำเลยร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์และให้จำเลยแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองจนกว่าลำห้วยคลิตี้จะกลับมามีสภาพที่ใช้อุปโภคบริโภคได้ตามมาตรฐานของทางราชการ

โดยจำเลยกับพวก ได้ชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์แล้ว

แต่ในส่วนของการแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้นั้นยังมีปัญหา!

เมื่อทนายความจากสภาทนายความร่วมกับมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี ขอให้กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในคดีนี้ และอยู่ระหว่างแผนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ปี 2561-2563 ในวงเงิน 454,762,865.73 บาทตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เข้ามาดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้แทนจำเลย

Advertisement

โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายที่กรมควบคุมมลพิษ

กระทั่งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้กรมควบคุมมลพิษ เข้ามาฟื้นฟูแทนผู้ประกอบการได้ โดยศาลให้กรมควบคุมมลพิษ ทำรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องการฟื้นฟูมาเสนอต่อศาล เพื่อนำไปสู่การบังคับคดีกับผู้ประกอบการที่ไม่ยอมมาฟื้นฟู

คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

และจะเป็นบรรทัดฐานทำให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับการฟื้นฟู แต่ผู้ประกอบการยังเพิกเฉย ก็จะเป็นช่องทางนำไปสู่เส้นทางการบังคับคดีได้

สำหรับแผนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ปี 2561-2563 ในวงเงิน 454,762,865.73 บาท ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่กรมควบคุมพลพิษ กำลังดำเนินการฟื้นฟูอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงแค่งบฟื้นฟูลำห้วย
คลิตี้เท่านั้น

แต่แท้ที่จริงยังประกอบด้วยค่าใช้จ่ายสำหรับการที่กรมควบคุมมลพิษจะต้องเข้าไปตรวจวิเคราะห์ถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การตรวจน้ำ ตรวจสัตว์น้ำ ตรวจดิน ตรวจพืช ตรวจผัก เป็นต้น

ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องใช้งบประมาณมากกว่า 500 ล้านบาท

นางภินันทน์ โชติรสเศรณี ประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ ซึ่งร่วมต่อสู้ในคดีนี้มายาวนานกว่า 20 ปี เผยว่ารู้สึกดีใจที่ศาลได้ตัดสินออกมาแบบนี้ เพราะทำให้ชุมชนได้รับความยุติธรรม และได้ให้โทษกับคนที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหายด้วย คือ ผู้กระทำต้องรับผิดชอบ

เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา เงินที่ได้มาเป็นเพียงแค่ตัวหนังสือ ไม่สามารถนำออกมาใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรมได้ อย่างไรก็ตาม ต้องดูต่อไปว่าหลังจากศาลมีคำสั่งแล้วทางผู้ก่อมลพิษจะดำเนินการตามคำสั่งศาลหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไป

ส่วน นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา ในฐานะโจทก์ที่ยื่นร้อง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ เพราะงบประมาณฟื้นฟูจะต้องไม่นำเงินภาษีของประชาชนมาเป็นค่าฟื้นฟู แต่จะต้องเป็นเงินที่ได้มาจาก
ผู้ก่อมลพิษ เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ก่อมลพิษกอบโกยรายได้จากการทำเหมืองแร่ไปหลายหมื่นล้านบาท

สุรพงษ์ กองจันทึก

ขณะที่ นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาและอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ระบุว่า ศาลจังหวัดกาญจนบุรี มีคำสั่งอนุญาตให้กรมควบคุมมลพิษฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ อันเกิดจากการปนเปื้อนของสารตะกั่วให้กลับมามีสภาพที่ใช้อุปโภคบริโภคได้ตามมาตรฐานของทางราชการแทนจำเลยทั้งสอง

ดังนั้นโจทก์ทั้งแปดในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา จึงมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้กรมควบคุมมลพิษในฐานะบุคคลภายนอกคดี กระทำการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาใช้อุปโภคบริโภคได้ตามมาตรฐานของทางราชการแทนจำเลยทั้งสอง

และให้ถือว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ เป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 358 วรรคสอง

คำสั่งของศาลในคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานคดีแรกในการยืนยันหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” และเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมว่า หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ชุมชนผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีสามารถร้องขอต่อศาล เพื่อให้หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่และมีความเชี่ยวชาญเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาและเรียกค่าใช้จ่ายทั้งหมดจาก
ผู้ประกอบการได้

โดยไม่ต้องไปฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นคดีใหม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน

และเมื่อเร็วๆ นี้ นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมคณะ ลงพื้นที่บ้านคลิตี้ ตรวจสอบกองตะกอนแร่ที่ถูกบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ลักลอบนำมาทิ้งไว้

โดยพื้นที่ที่มีกองตะกอนแร่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ จากการตรวจวัดค่าโลหะหนัก (ตะกั่ว) ในพื้นที่รอบๆ พบว่า มีค่าโลหะหนักสูงถึง 70,000-100,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานสากลที่กำหนดค่าไว้ต้องไม่เกิน 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

เบื้องต้นนายประลองสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อคำนวณปริมาณตะกอนหางแร่ ในพื้นที่ว่ามีปริมาณเท่าไร และให้ร่วมกับชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ตรวจสอบว่านอกจากพื้นที่นี้แล้วยังมีพื้นที่ตรงจุดไหนอีก เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อหาทางกำจัดให้หมดไปจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยต่อชาวบ้านคลิตี้

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในส่วนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้นั้นชาวบ้านยังมีความกังวลอย่างยิ่งว่าแผนดำเนินการล่าช้ามาก ที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปีพบว่าไม่ได้เป็นการกำจัดมลพิษ เป็นเพียงแผนการย้ายมลพิษไปไว้ยังบริเวณเหนือลำห้วยคลิตี้ ซึ่งอยู่เหนือหมู่บ้านคลิตี้ล่าง

แต่หากเกิดการรั่วไหลของมลพิษก็จะย้อนกลับมาสู่ชาวบ้านคลิตี้ล่างเหมือนเช่นเดิมหรือไม่?!

ทั้งนี้ การดูดตะกอนแร่ออกไปกำจัด ก็เอาออกไปเพียงเล็กน้อยมาก

แท้ที่จริงควรเอาออกไปตลอดลำห้วย ซึ่งมีความยาวประมาณ 18 กิโลเมตร

แต่กรมควบคุมมลพิษทำแผนเพียงให้เอาออกไปบางจุดเท่านั้น ทำให้หลงเหลือมลพิษอยู่ในลำห้วยอีกเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ชี้ให้เห็นว่ายังมีแหล่งมลพิษอีกหลายแห่งที่ควรจะเอาไปกำจัดให้หมด

และจากผลการตรวจค่าโลหะหนัก ที่พบว่ายังเกินค่ามาตรฐานอยู่มาก เป็นเพราะยังไม่ได้กำจัดมลพิษออกจากลำห้วยคลิตี้ ยังไม่มีมาตรการฟื้นฟู ซึ่งเป้าหมายการกำจัดมลพิษของศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้กรมควบคุมมลพิษทำคือ ทำให้ลำห้วยคลิตี้ปราศจากมลพิษ ให้ชาวบ้านจับปลาในลำห้วยกินได้ โดยไม่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย

ถึงแม้กระบวนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นมานานนับปี แต่ปัจจุบันก็ยังมีความเป็นมลพิษอยู่ ถึงแม้จะชนะคดีในศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดแล้วก็ตาม

แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ปลอดภัย!?!