จากกรณีองค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันที่อยู่อาศัยโลก เพื่อให้ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย โดยในปีนี้วันที่อยู่อาศัยโลกตรงกับวันที่ 7 ตุลาคม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ ร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจัดกิจกรรมเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ตลอดเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ เพื่อรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อย และร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยจัดกิจกรรมที่จังหวัดเชียงราย ขอนแก่น เพชรบุรี กระบี่ กรุงเทพฯ ส่วนภาคตะวันออกจัดที่จังหวัดสระแก้ว
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเย็น (คทช.) จำกัด ตำบลคลองหินปูน อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว มีการจัดมหกรรมการเรียนรู้ ‘บ้านมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมจากฐานราก’ เนื่องในโอกาสวันที่อยู่อาศัยโลกปี 2562 (World Habitat Day 2019) โดยมี นายวิทยา มากปาน รองผู้ว่าฯ จ.สระแก้ว เป็นประธานในพิธี และ นายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม ได้แก่ นายอำเภอวังน้ำเย็น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสระแก้ว ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์วังน้ำเย็น ฯลฯ นายก อบต.คลองหินปูน เครือข่ายชุมชน และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดสระแก้ว เข้าร่วมงานประมาณ 400 คน ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการรูปธรรมการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนงานพัฒนาโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก บ้านเกษตรกรตัวอย่าง แปลงสาธิตการเกษตรในพื้นที่ 1 ไร่ แปลงเกษตรกรแปลงรวม ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน สาธิตการบังคับอากาศยานไร้คนขับเพื่อใช้ในการเกษตร ฯลฯ หลังจากนั้นผู้ร่วมงานได้ร่วมกันปลูกไม้เศรษฐกิจในที่ดินแปลงรวมของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเย็น
นายปาลิน ธำรงรัตนศิลป์ ผู้แทนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสระแก้ว กล่าวถึงภาพรวมประเด็นงานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสระแก้วว่า มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในยามเจ็บป่วย คลอดบุตร เสียชีวิต การศึกษาที่อยู่อาศัย สาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส พิการ ฯลฯ แล้ว 62 กองทุน มีสมาชิกประมาณ 81,000 คน มีเงินกองทุนรวมกันประมาณ 158 ล้านบาทเศษ
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินภายใต้โครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบทจำนวน 9 เมือง รวม 499 ครัวเรือน และซ่อมแซม ปรับปรุงบ้านสำหรับครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยที่มีบ้านสภาพชำรุดทรุดโทรม สร้างด้วยวัสดุที่ไม่มั่นคงตามโครงการบ้านพอเพียงชนบทที่ พอช. สนับสนุน จำนวน 25 ตำบล รวม 836 ครัวเรือน,การพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน โดยมีพื้นที่รูปธรรม 10 ตำบล เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ การแปรรูป และการตลาด ฯลฯ
นายละอองดาว สีลาน้ำเที่ยง ที่ปรึกษาโครงการบ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก. จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า สระแก้วเป็นจังหวัดหนึ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ยึดที่ดิน ส.ป.ก. คืนมาจากผู้ครอบครองไม่ถูกต้องเพื่อนำมาจัดสรรให้แก่ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินตั้งแต่ปี 2559 โดยมีที่ดินที่ยึดมาทั้งหมด 6 แปลง คือ 1.ที่ดิน ส.ป.ก.ตำบลโนนหมากเค็ง อ.วัฒนานคร เนื้อที่ 693 ไร่ 2.ที่ดิน ส.ป.ก.บ้านพร้าว อ.วัฒนานคร เนื้อที่ 326 ไร่ 3.ที่ดิน ส.ป.ก.ตำบลหนองม่วง อ.หนองม่วง เนื้อที่ 655 ไร่เศษ 4.ที่ดิน ส.ป.ก.ตำบลหนองแวง อ.หนอง ม่วง เนื้อที่ 611 ไร่เศษ 5.ที่ดิน ส.ป.ก.ตำบลป่าไร่ อ.อรัญประเทศ เนื้อที่ 578 ไร่ และ 6.ที่ดิน ส.ป.ก.ตำบลคลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น เนื้อที่ 318 ไร่เศษ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 3,181 ไร่เศษ
“ที่ดินที่ยึดคืนมาทั้งหมดนี้ ส.ป.ก. นำมาจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยและทำกินให้ประชาชนได้ทั้งหมด 212 ครอบครัว ได้ครอบครัวละ 6 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ส่วนกลาง สระน้ำเพื่อการเกษตร ถนน และ พอช.ได้สนับสนุนงบประมาณก่อสร้างบ้านและสาธารณูปโภคตามโครงการบ้านมั่นคงชนบท ครัวเรือนละ 62,000 บาท ขณะนี้ประชาชนทั้งหมด 212 ครอบครัวได้เข้าอยู่อาศัยและทำกินแล้ว มีอาชีพหลัก เช่น เลี้ยงวัวเนื้อ ทำไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ปลูกผักสวนครัว พืชระยะสั้น เช่น ปลูกบวบเหลี่ยม ส่งขายตลาดมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 400-500 บาท ทำให้ประชาชนที่เคยไร้ที่ดินทำกินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายละอองดาว กล่าว
นายละอองดาวกล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มเกษตรกรบ้านบ่อลูกรัง ต.คลองหินปูน ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเกษตร โดยใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ ‘โดรน’ มาบินเพื่อฉีดพ่นสารชีวภาพ เพื่อบำรุงแปลงเกษตร และขับไล่ศัตรูพืช โดยเสนอโครงการไปยังสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก depa ในปี 2562 จำนวน 499,412 บาท ชุมชนสมทบเงินจำนวน 320,312 บาท จัดซื้อโดรนจำนวน 2 ลำ
นอกจากนี้ชุมชนยังสนใจการทำเกษตรกรรมอัจฉริยะ (Smart Farming) โดยการนำระบบการรดน้ำอัตโนมัติผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง (Internet of Things : IoT) มาประยุกต์ใช้อีกด้วย โดยระบบเทคโนโลยีดิจิทัลดังกล่าว จะช่วยประหยัดเวลา ลดการใช้แรงงานคน ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย รวมถึงช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ด้วย




