แพทย์แนะผู้ป่วย “โรคแพ้ภูมิตนเอง” ออกกำลังกายเหมาะสมเป็นผลดีต่อสุขภาพ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคแพ้ภูมิตนเอง หรือโรคเอสแอลอี (SLE) เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความผิดปกติ โดยภูมิคุ้มกันจะต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ จนเกิดเป็นอาการอักเสบเรื้อรัง ทำให้มีอาการเหนื่อยล้า มีผื่นแดงตามใบหน้า ตาแห้ง ตัวบวม ปวดศีรษะ ปวดบวมตามข้อ ผมร่วง เป็นต้น เมื่อป่วยด้วยโรคนี้อาการจะมีทั้งแบบที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือแบบค่อยเป็นค่อยไปอาการจะรุนแรงน้อยไปถึงรุนแรงมากและอาจมีอาการป่วยเพียงชั่วคราว ส่วนสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ที่ควรจะมีปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่กลับมีปฏิกิริยาต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่อตามอวัยวะต่างๆของร่างกายแทน อาจมีบางปัจจัยที่จะเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่ พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การติดเชื้อ การใช้ยาบางชนิด การได้รับสารเคมี แสงแดด ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคนี้ควรดูแลตนเองอย่างถูกต้อง รวมทั้งออกกำลังกายแต่พอดี เหมาะสม และไม่ควรโดนแดด หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในขณะที่มีอาการกำเริบ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยมากกว่า

ด้าน นพ.ศักรินทร์ วงศ์เลิศศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) เลิดสิน กล่าวว่า นอกจากอาการที่เป็นกับโรคแพ้ภูมิตนเองแล้วแพทย์จะตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อวินิจฉัยโรค ส่วนการรักษาโรคแพ้ภูมิตนเองจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรค การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องของผู้ป่วยและการดูแลของแพทย์เป็นสำคัญ การรักษาโรคขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาตามอาการ

“สำหรับผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดโรคและลดการกำเริบของโรคได้โดยการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ควบคุมอาหารและรับประทานแต่สิ่งที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดและสารเคมี การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่หนัก สามารถออกกำลังได้ทุกประเภท แต่จะต้องไม่หักโหมจนเกินไป ควรออกกำลังกายครั้งละ 30-45 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง โดยเริ่มออกกำลังกายช่วงแรก 10-15 นาทีแล้วค่อยๆ เพิ่มจนครบ 30-45 นาที แต่ถ้าออกกำลังกายเพียงไม่กี่นาทีแล้วรู้สึกเหนื่อยให้หยุดทันทีและควรหลีกเลี่ยงแสงแดด” นพ.ศักรินทร์ กล่าวและว่า สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการค่อนข้างรุนแรง ควรออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในขณะที่มีอาการกำเริบ รักษาสุขภาพจิต เรียนรู้วิธีการจัดการกับความเครียด เมื่อไรก็ตามที่สงสัยว่าเป็นโรคนี้ให้สังเกตจากการมีไข้ต่ำๆ ไม่ทราบสาเหตุเป็นเวลานาน มีอาการปวดตามข้อ มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้าหรือมีผื่นคันบริเวณที่ถูกแสงแดด มีผมร่วงมากผิดปกติ มีอาการบวมตามขา หน้าหรือหนังตา ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำการรักษาทันที

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘พิซ่าต่ำ’ไม่ใช่เด็กไทยด้อยปัญญา สพฐ.แจงบทอ่าน ‘ง่าย-สั้น’ เกินไป
บทความถัดไปผบ.ตร.สั่งโอนคดี ‘ผอ.ร.ร.ชิงทองฆ่า 3 ศพ’ ให้กองปราบทำ