ลําพังการเอาตัวเองและคนในครอบครัวให้อยู่รอดไปวันๆ กับสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดแล้วฝืดอีกก็เหนื่อยหนักหนาแล้ว ไหนจะต้องคอยประคับประคองดูแลสุขภาพจากมลพิษรอบตัวอีก เหนื่อยหนักทบทวีคูณขึ้นไปอีก
อย่าให้พูดถึงฝุ่นเล็กจิ๋วขนาด 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่ฟุ้งกระจายเกินค่ามาตรฐานไปทั่วบ้านทั่วเมืองเวลานี้ ขนาดหน้ากากกันฝุ่นธรรมดา ราคาชิ้นละ 5 บาท 10 บาท แต่ก็ต้องเปลี่ยน ต้องใช้ทุกวัน วันละ 1 ชิ้น ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน 10 วัน 20 วัน หรือเกินอยู่เป็นเดือน
หากต้องซื้อมาใช้ มันก็คือรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่วนหน้ากากแบบ N95 หน้ากากสำหรับกันฝุ่นจิ๋ว ราคาชิ้นละ 30-60 บาท ซึ่งเป็นราคาและภาระหนักเข้าไปอีก ไม่ต้องพูดถึงเครื่องกรองอากาศที่ราคาตั้งแต่หลักพันขึ้นไป
ถ้าเรามองข้ามหน้ากากกันฝุ่นสารพัดชนิด กับเครื่องกรองอากาศ มาดูที่ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ใครๆ อาจจะนึกไม่ถึงว่าเป็นตัวกรอง ฝุ่นละอองในบ้านชั้นเยี่ยมยอด
นายวีระชัย ณ นคร กรรมการสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณไม้ กล่าวว่า ไม้แทบทุกชนิดสามารถดูดซับอากาศไม่ดีได้ทั้งหมด
แต่ประเด็นอยู่ที่สถานที่ที่เหมาะสมจะเลี้ยงดูไม้เหล่านั้นด้วย นอกเหนือจากดูดซับอากาศไม่ดีแล้ว ยังให้ความร่มรื่นร่มเย็นอีกด้วย
“สำหรับในเมืองก็มีไม้ 2 ชนิดที่นิยมปลูกกัน คือ ไม้ริมทาง กับไม้ปลูกประดับในบ้าน ซึ่งรวมไปถึงไม้ปลูกประดับนอกบ้านด้วย
ไม้ที่เหมาะสำหรับปลูกริมทาง ก็เช่น อังสนา หรือประดู่กิ่งอ่อน ประดู่บ้าน จามจุรี ตะเบบูย่า เหลืองปรีดิยาธร ทองอุไร มะฮอกกานี ตะแบก อินทนิล เป็นต้น
ส่วนไม้ปลูกในบ้านก็จะเป็นไม้กระถาง และพวกว่านชนิดต่างๆ แต่ไม้พวกนี้ต้องหมั่นเอาออกมาตากแดด เช่น ลิ้นมังกร หางจระเข้ เดหลี จั๋ง ปาล์มไผ่ ว่านต่างๆ รวมไปถึงเฟิร์นต่างๆ หากขยันยกเข้ายกออก ก็แนะนำให้ปลูก 2 ชุด แล้วสลับกันเอาออกมาตากแดด และเก็บไว้ในบ้านคราวละ 7 วัน” นายวีระชัยกล่าว
นายวีระชัยกล่าวว่า สำหรับไม้ที่มีคุณสมบัติดูดซับฝุ่นและอากาศไม่บริสุทธิ์ รวมไปถึงสารเคมีแปลกปลอมนั้น มีเอาไว้ในตำรา หากศึกษากันให้ดี เอาไม้พวกนี้มาไว้ในบ้านจะทำให้บ้านร่มรื่น โดยไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศเลย เพราะต้นไม้ถือเป็นเครื่องฟอกอากาศที่ดีที่สุดในโลกอยู่แล้ว
สำหรับตำราพรรณไม้ที่เหมาะสำหรับปลูกไว้ในบ้านเพื่อดูดซับฝุ่นละอองและอากาศไม่บริสุทธิ์ รวมทั้งทำให้ในบ้านมีความสดชื่นเย็นสบายมากขึ้น มีตัวอย่างต่อไปนี้
“ลิ้นมังกร” เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากแถบแอฟริกาตะวันตก ถือเป็นต้นไม้ที่มีความทนทานสูง ขยายพันธุ์ได้ง่าย ลักษณะใบตั้งตรง แบน การดูแลไม่ยุ่งยาก เพียงวางไว้ในที่ที่ไม่โดนแสงแดดโดยตรง ไม่ควรรดน้ำบ่อยเกินไป ควรปล่อยให้ดินแห้งบ้าง สำหรับการปลูกในกระถาง สามารถใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มสารอาหารให้ต้นลิ้นมังกรได้ นอกจากจะดูแลง่ายแล้ว ต้นลิ้นมังกรยังเป็นพืชที่แนะนำให้ปลูกในบ้าน เพราะช่วยลดฝุ่นละออง และดูดซับสารพิษในอากาศได้ดี
สำหรับไม้ที่สามารถปลูกในห้องนอนได้เพราะช่วยฟอกอากาศทไให้นอนหลับสบาย เช่น พลูต่าย พลูด่าง หางจระเข้ วาสนา ลิ้นมังกร และปาล์มหยก เป็นต้น
“เดหลี” (Peace Lily) เป็นพืชที่ช่วยดูดซับฝุ่นละอองเช่นกัน รวมไปถึงสารพิษอย่างสารฟอร์มาดิไฮด์ เบนซีน อะซิโตน ไตรคลอโรเอทีลีน เป็นต้น ลักษณะใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน มีร่องใบชัดเจน ให้ดอกสีขาวคล้ายดอกหน้าวัว ต้นเดหลีเป็นไม้พุ่มที่ชอบแสงแดดรำไร และต้องการความชื้นสูง ควรฉีดน้ำเพื่อให้ความชื้นบริเวณใบ และควรเช็ดฝุ่นละอองบนผิวหน้าของใบบ่อยๆ ข้อควรระวังคือ ต้นเดหลีเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงและคน ควรปลูกให้ห่างจากมือเด็กๆ และสัตว์เลี้ยง
“หมากเหลือง” (Butterfly Palm) นอกจากเรื่องการดูดซับฝุ่นละอองแล้ว ต้นหมากเหลืองยังได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ช่วยดูดซับสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งสารทูโลอีนและสารไซลีนได้ดีที่สุด ต้นหมากเหลืองสามารถคายไอน้ำออกมาเป็นจำนวนมาก จึงเหมาะกับการปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างแห้ง เป็นพืชที่ค่อนข้างทนกับสภาพอากาศภายในอาคาร แต่จะดีที่สุดหากอยู่ในสภาพอากาศชื้น หากอากาศแห้งเกินไปปลายใบของต้นหมากเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ดังนั้น การดูแลต้นหมากเหลืองจึงต้องรดน้ำและฉีดน้ำที่ใบให้เพียงพอเพื่อให้เกิดความชื้นอยู่เสมอ
“จั๋ง” (Lady Palm) ต้นจั๋งเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลปาล์ม ช่วยดูดซับฝุ่นละอองและสารพิษเช่นกัน ซึ่งต้นปาล์มแต่ละชนิดต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน ต้นจั๋งถือเป็นปาล์มที่มีความทนทานสูง เหมาะกับการนำมาปลูกในบ้าน ต้นจั๋งเป็นพืชที่โตช้า ชอบแดดรำไร และทนต่อโรคแมลงต่างๆ แต่ถ้าหากขาดน้ำนานเกินไปหรืออยู่ในที่อากาศแห้งจะทำให้ปลายใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ายต้นหมากเหลือง จึงต้องคอยดูเรื่องความชื้นให้เพียงพอ และรดน้ำให้มากขึ้นในฤดูหนาว
“ปาล์มไผ่” (Bamboo Palm) ปาล์มไผ่เป็นปาล์มอีกหนึ่งชนิดที่นิยมนำมาปลูกในบ้าน ลักษณะใบเรียวยาว สีเขียวเป็นมัน ออกใบคู่กันบนก้านคล้ายต้นไผ่ ต้นปาล์มไผ่จัดเป็นพืชที่ช่วยเรื่องฟอกอากาศจากฝุ่นละออง รวมทั้งสารพิษโดยเฉพาะสารฟอร์มาดีไฮด์และสารเบนซีนในอากาศ คายความชื้นสูงเหมาะกับการเพิ่มความชื้นภายในห้อง เป็นพืชโตช้า การดูแลไม่ยุ่งยาก ต้นปาล์มไผ่ชอบที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอแต่ไม่ต้องโดนแดดจัด เมื่อนำมาปลูกในบ้านระยะแรก ใบของต้นปาล์มไผ่ที่ติดมากับต้นแต่แรกจะทยอยแห้งตาย เป็นการปรับตัวของต้นปาล์มไผ่ให้เข้ากับสภาพอากาศใหม่ๆ ให้เด็ดใบที่แห้งทิ้งและรอใบใหม่งอกออกมา
“เฟิร์นบอสตัน” (Boston Fern) จากการศึกษาพบว่าเฟิร์นบอสตันเป็นพืชที่สามารถกำจัดสารฟอร์มาดิไฮด์ในอากาศได้ดีที่สุด ต้นเฟิร์นบอสตันสามารถสูงได้ถึง 4 ฟุต และก้านใบแผ่ออกคล้ายขนนกยาวได้ถึง 5 ฟุต นิยมปลูกในกระถางแขวนหรือตั้งบนชั้นก็ได้ ต้นเฟิร์นบอสตันชอบสภาพอากาศเย็น ในที่สว่างแต่ห้ามโดนแสงแดดโดยตรง รดน้ำให้ดินชื้นและฉีดพรมให้ทั่วเพื่อให้เฟิร์นบอสตันมีความชุ่มชื้น และเพื่อไม่ให้ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล ควรเปลี่ยนกระถางเมื่อต้นและรากขยายใหญ่ขึ้นเพื่อให้ต้นเฟิร์นบอสตันเติบโตได้ต่อไป
“ไทรใบสัก” (Fiddle Fig) ไม้เขตร้อน ที่ฟอร์มต้นสวยจนเป็นที่นิยมของคนยุคนี้ มีใบขนาดใหญ่ ต้องการแสงและไม่ต้องการน้ำชุ่ม มีคุณสมบัติในการดูดสารพิษและฟอกอากาศให้สดชื่น จึงเหมาะกับการวางในห้องนั่งเล่น ริมระเบียง หรือห้องทำงานที่แดดส่องถึง
“เบญจมาศ” (Chrysanthemum) เป็นไม้ล้มลุก มีดอกหลากสี ชอบแดดจัด จากการทดลองของ ดร.บี.ซี. วูฟเวอร์ตัน นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยอวกาศนาซา สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการวิจัยพืชเพื่อหาวิธีปรับปรุงสภาวะแวดล้อมในระบบปิดของยานอวกาศ พบว่า ต้นเบญจมาศช่วยดูดสารมลพิษได้มากกว่า 90% เมื่อเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว
“พลูด่าง” (Golden Pothos) ไม้เลื้อยเขตร้อน ลำต้นอ่อน เติบโตง่าย เป็นไม้อีกหนึ่งชนิดที่พบว่าสามารถช่วยลดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ถึง 75% เมื่อเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมงเช่นกัน
“กล้วยไม้” (Orchid) ไม่ว่าจะเป็นกล้วยไม้ตระกูลใดก็ล้วนมาพร้อมคุณสมบัติในการคายออกซิเจนและดูดคาร์บอนไดออกไซด์เวลากลางคืน โดยเฉพาะกล้วยไม้หวายนั้น สามารถดูดไอระเหยจากสารเคมีจำพวกแอลกอฮอล์ อะซีโทน ฟอร์มาลดีไฮด์ และคลอโรฟอร์มจากอากาศได้ดีเป็นพิเศษด้วย
“ว่านหางจระเข้” (Aloe Vera) นอกจากจะเป็นสมุนไพร ใช้ทั้งทำยา เครื่องดื่ม และส่วนประกอบในการทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแล้ว ยังมีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวกฟอร์มาลดีไฮด์ หรืออีกชื่อที่เราน่าจะคุ้นเคยกว่าอย่างฟอร์มาลิน ซึ่งพบในพวกสารเคลือบต่างๆ ทั้ง ยาทาเล็บ ยาเคลือบเฟอร์นิเจอร์
สีทาบ้าน ฯลฯ
ส่วนบ้านไหนจะปลูกพืชชนิดใดก็เลือกกันตามความเหมาะสม!?!

