สธ.เผยมีผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวัง “ไวรัสอู่ฮั่น” 158 ราย ยันอนามัยโลกไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทาง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นประธานแถลงความคืบหน้าของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยมี นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ และ พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมการแพทย์ ร่วมให้ข้อมูลด้วย

นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า สถานการณ์จนถึงวันที่ 29 มกราคม เวลา 08.00 น. ยังไม่มีผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจากต่างประเทศที่มีการแพร่ระบาดรายที่พบในประเทศไทย 14 ราย ในจำนวนนี้ กลับบ้านแล้ว 5 ราย อีก 9 ราย ยังอยู่ในโรงพยาบาล มีอาการป่วยในเกณฑ์ที่ดี และยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศไทย ทั้งนี้ ในวันที่ 28 มกราคม พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครายใหม่จำนวน 22 คน ทำให้ขณะนี้มีจำนวนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวังสะสม ตั้งแต่วันที่ 3-28 มกราคม ทั้งสิ้น 158 ราย คัดกรองจากสนามบิน 29 ราย ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยตนเอง 125 ราย และมี 4 ราย ได้รับแจ้งจากโรงแรม ที่พัก มัคคุเทศก์ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระบบป้องกันควบคุมโรค ในจำนวนนี้แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว 62 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรับไว้ในห้องแยกโรค 20 ราย

นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ทั่วโลกใน 16 ประเทศ และ 2 เขตปกครองพิเศษ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 5 -28 มกราคม พบผู้ป่วย 4,581 ราย ส่วนสาธารณรัฐประชาชนจีน ข้อมูลวันที่ 27 มกราคม พบผู้ป่วย 4,515 ราย เสียชีวิต 106 ราย โดย สธ.คัดกรองพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 อย่างต่อเนื่อง การที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคเพิ่มขึ้นทุกวัน แสดงถึงประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง คัดกรอง ถ้าตรวจเจอดีแล้ว แสดงว่าการทำงานได้ครบถ้วน จะช่วยให้การควบคุม
การแพร่ระบาดได้ผลดี อย่างไรก็ตาม แม้ในต่างประเทศการติดต่อจากคนสู่คน ขอยืนยันว่าในประเทศไทยขณะนี้ผู้ป่วยยืนยันทุกคนติดเชื้อมาจากต่างประเทศ ที่สำคัญโรคนี้สามารถป้องกันได้ ขอให้ทุกคนดูแลร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกันกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัย” ซึ่งในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังผู้ปฏิบัติงาน พร้อมเยี่ยมชมระบบเฝ้าระวัง คัดกรองโรคที่ด่านควบคุมโรค ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

“ขอประชาชนอย่าตระหนก ไทยยังไม่พบการระบาดของโรคในประเทศ ขอให้ร่วมมือกับทางราชการปฏิบัติตามคำแนะนำ อย่าเชื่อ อย่าแชร์ ข่าวลือ ขอให้มั่นใจในระบบในการดูแลรักษาพยาบาล เรามีเครือข่ายห้องปฏิบัติการร่วมกันตรวจวินิจฉัย 5 หน่วยงาน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ รพ.ราชวิถี รพ.รามาธิบดี และ สถาบันบำราศนราดูร ให้สามารถตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีความแม่นยำ เชื่อถือได้ ในส่วนการรักษา ผู้ป่วยทั้ง 8 ราย ที่ติดเชื้อจากจีน เรารักษาหาย กลับบ้านได้แล้ว 5 ราย เหลืออีก 3 ราย อาการดีขึ้น รอตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการอีกครั้ง ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้” นพ.ธนรักษ์ กล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า จากการสั่งการของ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ.ได้สั่งการให้มีการคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศจีนในทุกเมือง เนื่องจากทุกเมืองในประเทศจีนมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น และพบผู้ป่วยในบางประเทศเป็นผู้ป่วยที่ไม่ได้เดินทางมาจากมณฑลหูเป่ย เช่น เยอรมนี ตรวจพบผู้ป่วยเป็นผู้ที่เดินทางมาจากเมืองเซี่ยงไฮ้ การขยายการคัดกรองและเฝ้าระวังที่สนามบิน ทั้งภายในประเทศ และที่ไปยังทุกเมืองในประเทศจีนก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้นการคัดกรองที่สนามบินยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มเมืองที่เฝ้าระวัง แต่จำนวนการเฝ้าระวังในสนามบินยังคงเท่าเดิมคือ 5 สนามบิน โดยจะต้องคัดกรองทุกเที่ยวบิน และ สธ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสนับสนุนการดำเนินงานในทุกสนามบิน ทั้งนี้ผลการดำเนินงานที่ด่านควบคุมโรคจากการตรวจคัดกรอง 5 สนามบิน ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ได้ตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิ สะสมตั้งแต่วันที่ 3–27 มกราคม จำนวน 166 เที่ยวบิน ผู้เดินทางและลูกเรือได้รับการคัดกรองสะสม ทั้งสิ้น 25,029 ราย ใน วันที่ 24-28 มกราคม ได้เพิ่มการตรวจคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินเชียงรายอีก 1 แห่ง และตรวจคัดกรองจากสายการบินของกว่างโจวและฉางชุน 60 เที่ยวบิน ผู้เดินทางและลูกเรือได้รับการคัดกรอง จำนวน 5,825 ราย สธ.ได้จัดเจ้าหน้าที่หมุนเวียนไปสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ด่าน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง และนักท่องเที่ยวทุกคนจะได้รับแจกคำแนะนำสุขภาพ (health beware card) จากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากสถานการณ์ตอนนี้จำเป็นต้องปิดประเทศหรือไม่ นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ในขณะนี้มีการแพร่ระบาดอยู่ใน 2 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น และล่าสุดที่ได้ประกาศมาคือเยอรมนี การใช้ชีวิตในประจำวันนั้นองค์การอนามัยโลกระบุว่า การจำกัดการค้า การเดินทาง เป็นวิธีการป้องกันโรคที่ไม่แนะนำ โดยขณะนี้ องค์การอนามัยโลกก็ยังไม่แนะนำให้จำกัดการค้า การเดินทาง

“ผมไม่แน่ใจว่าจะต้องปิดทุกประเทศหรือไม่ ถ้ามีประเทศที่ 4 ประเทศที่ 5 จะต้องปิดต่อหรือไม่ คำถามนี้เป็นคำถามร้อยล้าน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะชั่งน้ำหนักอย่างไร เวลาที่เราจัดการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่เราจะได้รับกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และวิธีการที่เราจะลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้” นพ.ธนรักษ์ กล่าว

นอกจากนี้ นพ.ธนรักษ์ กล่าว สธ.ได้เตรียมความพร้อมไปจนถึงขั้นของการเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ซึ่งที่เรากำลังเผชิญขณะนี้คือผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อมาจากต่างประเทศ ซึ่งสถานการณ์ต่อจากนี้คงจะคล้ายกับประเทศญี่ปุ่น คือ การพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อในพื้นที่โดยไม่ได้เดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่น หรือไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศเริ่มมีอาการป่วย กล่าวคือการเริ่มมีการแพร่เชื้อในพื้นที่ในรูปแบบของการแพร่ระบาดในวงจำกัด หากมากกว่านั้นคือ เริ่มมีการแพร่ระบาดในวงกว้างขึ้น แต่ยังคงแพร่ระบาดในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งเราได้เตรียมรับมือไปถึงจุดนั้นแล้ว โดยในวันที่ 30 มกราคมนี้ จะมีการประชุมที่ โรงแรมรามา การ์เด้น เป็นการประชุมของเจ้าหน้าที่ทุกจังหวัด เพื่อรับทราบถึงวิธีการปฏิบัติหากมีการแพร่โรคเป็นวงเล็กในพื้นที่ ซึ่งมีโอกาสเกิดได้ในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนมากที่สุด และต้องยอมรับว่าเรามีความเสี่ยงอยู่ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้สูงมาก ดังนั้นโอกาสที่เราจะเจอการแพร่ระบาดก็มีความเป็นไปได้ และหากเกิดการแพร่ระบาดมีมากขึ้นเราก็จะดำเนินการไปทีละขั้นตอน ขอยืนยันว่าขณะนี้เราทำดีที่สุดแล้วภายในข้อจำกัดต่างๆ และได้เตรียมการสำหรับขั้นต่อไปไว้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่าสถานการณ์ของคนไทยในเมืองอู่ฮั่นเป็นอย่างไรบ้าง จะมีการช่วยเหลืออย่างไร นพ.ธนรักษ์ กล่าว ขณะนี้ทางการไทยมีความพร้อมในการเดินทางไปรับนักศึกษาไทยหรือผู้ที่ยังติดค้างในเมืองอู่ฮั่น เพียงต้องรอการยืนยันจากรัฐบาลจีนว่าจะให้เข้าไปรับได้เมื่อใด หากมีคำยืนยันเมื่อไหร่ทางการของไทยก็จะเดินทางไปรับทันที

เมื่อถามต่อว่าศักยภาพและจำนวนของห้องความดันลบในประเทศไทยมีความพร้อมมากน้อยอย่างไร นพ.ณรงค์ กล่าวว่า ส่วนของโรงพยาบาลในภาครัฐบาลมีที่ห้องความดันลบมากที่สุดคือ ที่สถาบันบำราศฯ  และในส่วนของกรมการแพทย์จะมีที่ รพ.ราชวิถี และส่วนของโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยจะมีอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ห้องความดันลบในประเทศไทยไม่ได้มีจำนวนมาก แต่มีในทุกจังหวัดซึ่งได้เตรียมการมาตั้งแต่การเกิดโรคอีโบลา โรคเมอร์ส ซึ่งส่วนที่สำคัญจริงๆ คือขั้นตอนของการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส นำมาสู่การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม โดยไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายที่จะต้องเข้าห้องความดันลบ เราจึงต้องเลือกผู้ป่วยที่อาการรุนแรง เช่น ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือผู้ป่วยที่มีอาการไอ จามเยอะๆ ซึ่งจะเป็นไปตามการเลือกใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมอย่างถูกต้อง

ด้าน พญ.นฤมล กล่าวว่า โรคจากเชื้อไวรัสโคโรนามีลักษณะต่างกัน เช่น โรคซาร์ส ที่สามารถติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ที่มีละอองฝอยของเชื้อเล็กมากสามารถเข้าสู่ปอดได้ ส่วนโรคเมอร์ส ซึ่งมีขนาดละอองฝอยที่ใหญ่ขึ้นมากจากเชื้อซาร์ส โดยเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นละอองฝอยที่เม็ดใหญ่ กล่าวคือ หากมีคนไอ หรือจาม ระยะการกระจายประมาณ 1 เมตร โดยติดต่อเข้าผ่านเยื่อบุ เยื่อเมือก เช่น มีผู้ไอจาม แล้วนำมือไปจับกับสิ่งของต่างๆ หากมีผู้อื่นไปจับสิ่งของเหล่านั้นต่อแล้วนำมือไปขยี้ตา ก็จะสามารถติดเชื้อได้ หากเป็นเพียงนั่งใกล้กัน แต่ไม่มีการไอ จามรดกันก็จะไม่สามารถติดเชื้อได้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image