วิกฤต ‘หน้ากาก’ ภัยแทรกซ้อน ‘โควิด-19’

5.03.20 | 13:40 น.

ถือเป็นความสับสนอลหม่านของประชาชนคนไทยในห้วงที่ผ่านมา หน้ากากอนามัยที่ต้องใช้เพื่อปกป้องให้ตัวเองปลอดภัยมากขึ้น จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายเป็นของ หายาก

โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งขาดแคลนกันหมด ต้องใช้อย่างประหยัด บุคลากรทางการแพทย์มีความจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยสำหรับการรับมือกับประชาชนจำนวนมากที่เดินทาง เข้ามารับการตรวจรักษาในแต่ละวัน

ส่วนคนหาเช้ากินค่ำก็ต้องจ่ายเงินในราคาสูงเพื่อให้ได้หน้ากากอนามัยมาใส่ เดิมชิ้นละไม่กี่บาท จ่ายเหรียญห้าบาทยังมีทอน แต่ขณะนี้ถึงมีเงินก็หาซื้อแทบไม่ได้ บางรายหาซื้อได้ก็ต้องซื้อกันในราคาชิ้นละเกือบยี่สิบบาทหรือแพงกว่านั้น

ยังไม่นับหน้ากากอนามัยที่ไร้คุณภาพ ไปจนถึงหน้ากากที่ใช้แล้วถูกนำมาขายใหม่ในตลาดซื้อขายออนไลน์ที่ยากต่อการตรวจสอบ กว่าจะรู้ว่าโดนโกงก็อยู่ในมือคนซื้อแล้ว เป็นการขาดความรับผิดชอบ เป็นความละโมบ ความเห็นแก่ตัว

ร้านขายยาจำนวนมากมักจะต้องตอบลูกค้าที่หาซื้อหน้ากากอนามัยอย่างซ้ำๆ ว่า ‘ไม่มี’ หรือว่า ‘หมดแล้ว’ หลายร้านต้องติดกระดาษเขียนข้อความหน้าร้าน ‘หน้ากากหมดแล้ว’

Advertisement

ส่วนหนึ่งจึงหันไปใช้หน้ากากที่ทำจากผ้าแทนที่มีราคาถูกกว่าเพื่อเป็นทางเลือกมากขึ้น และบางส่วนที่ diy ทำเอง ใช้เอง

ขณะที่เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา วิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวตอนหนึ่งว่า กรมการค้าภายในได้รับมอบหมายให้จัดระเบียบให้โรงงานผลิตกระจายหน้ากากอนามัยจากกำลังการผลิตทั้งหมด

แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ จัดสรรให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข รวมวันละ 600,000 ชิ้น ในส่วนนี้จัดสรรให้บุคลากรทางการแพทย์ 350,000 ชิ้น ผ่านโรงพยาบาลโดยตรง 150,000 ชิ้น

ผ่านองค์การเภสัชกรรม 200,000 ชิ้น และส่งมาที่กรมการค้าภายใน 250,000 ชิ้น เพื่อกระจายไปยังสมาคมร้านขายยา การบิน ไทย ร้านธงฟ้า เซเว่นอีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท บิ๊กซี เทสโก้โลตัส ขายให้ประชาชนคนละไม่เกิน 1 แพค แพคละ 4 ชิ้น ราคาชิ้นละ 2.50 บาท รวมจำหน่ายแพคละ 10 บาท

ในวันที่ 5 มีนาคม กระทรวงพาณิชย์ได้เพิ่มช่องทางจัดรถคาราวานออกจำหน่ายหน้ากากอนามัยทั่วประเทศ รวม 111 คัน โดยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 21 คัน และในต่างจังหวัด 90 คันในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนอีก 750,000 ชิ้นต่อวัน ทางโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการบริหารจัดการตามการค้าปกติ เป็นเรื่องที่กรมการค้าภายในไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการกระจายสินค้าเนื่องจากเป็นการค้าปกติ

การแจกแจงตัวเลขน่าสนใจว่าจำนวน 250,000 ชิ้นต่อวัน กระจายไปยังร้านสะดวกซื้อ ร้านการบินไทย ร้านธงฟ้า และสมาคมร้านขายยา ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากๆ เฉลี่ยแล้วมีให้ขายร้านละไม่กี่ชิ้น

นับเฉพาะร้านเซเว่นฯ เพียงเจ้าเดียว ที่เว็บไซต์ CPall ระบุว่า ปัจจุบันมีร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศรวม 10,268 สาขา ลูกค้าเข้าร้าน เฉลี่ยวันละ 11.8 ล้านคน

มีคำถามคาใจว่า ส่วนที่โรงงานนำไปค้าขายต่ออีก 750,000 ชิ้นต่อวันที่กรมการค้าไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวนั้น ได้ขายให้ใคร ยิ่งเครื่องจักรเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมงตามที่รองนายกฯ ท่านหนึ่งบอก แต่ของกลับหายากขึ้นทุกวัน

ล่าสุด บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวว่า ที่ผ่านมาควบคุมการกระจายสินค้าหรือหน้ากากอนามัยได้ 40% เนื่องจากโรงงานผลิตทั้ง 9 แห่ง ติดสัญญาการผลิตให้กับบริษัทคู่ค้า แต่จากนี้จะควบคุมได้เต็ม 100% และมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยรวม 11 โรงงาน

คาดการณ์จะผลิตได้ 38 ล้านชิ้นต่อเดือน แต่ยอมรับว่าอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั้งหมด เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้มีความต้องการหน้ากากอนามัยอย่างสูง

การบริหารจัดการกระจายหน้ากากอนามัยจะพิจารณาส่งให้หน่วยงานที่มีความจำเป็นก่อน คือ กลุ่มสถานพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยติดเชื้อ ยืนยันว่าการควบคุมกระจายสินค้าไม่ได้เป็นการแทรกแซง ธุรกิจการค้าของเอกชน แต่ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันหน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม

หลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อออนไลน์จำนวนมาก ถามว่า ทำไมตลาดหน้ากากอนามัยที่หาซื้อไม่ได้ จึงขายกันเป็นล่ำเป็นสันในตลาดสินค้าออนไลน์เจ้าใหญ่ๆ มีสินค้าปล่อยกันไม่ขาดสาย

ขายในราคาแพงชนิดที่ไม่มีใครเข้าไปควบคุมได้เด็ดขาด แม้จะมีโทษทั้งปรับและติดคุก หน้ากากอนามัยหนึ่งกล่องบรรจุ 50 ชิ้น ขายกันในราคาพุ่งพรวดอยู่ที่หนึ่งพันบาทเข้าไปแล้ว หรือแพงขึ้นเกือบ 10 เท่าตัว

ไม่นับพวกที่หลอกขายของไม่มีคุณภาพที่มีอยู่มากมาย ขณะที่เจ้าของตลาดออนไลน์ก็มิได้เข้าควบคุมราคากับคุณภาพของเหล่าผู้ค้าเหล่านี้ ขอให้เพียงทำการ ซื้อขายตามขั้นตอนก็เพียงพอแล้ว ช่องการค้าในตลาดออนไลน์เหล่านี้จึงกลายเป็นแหล่งขายสินค้าที่ละเมิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว

ประกอบกับข่าวแรงงานไทยในเกาหลีใต้ ที่กระทรวงแรงงานทำข้อมูลไว้ระหว่างปี 2561-62 ประมาณ 2 แสนคน แบ่งเป็นทำงานถูกกฎหมาย 6 หมื่นคน จัดส่งโดยภาครัฐที่ร่วมมือกัน 24,000 คน และพวก ‘ผีน้อย’ ผิดกฎหมายอีกกว่า 1.2 แสนคน เผชิญกับการแพร่ระบาด โควิด-19 ในเกาหลีใต้ที่บานไม่เลิก

มีตัวเลขกลมๆ ของผีน้อยชุดแรก 5 พันคนที่เข้าโปรแกรมนิรโทษกรรมของเกาหลีใต้ขอกลับไทย แม้เป็นล็อตที่ต้องผ่านมาตรการการกรองโรคและกักตัวอย่างเข้มข้นทั้งจากฝั่งเกาหลีใต้และฝั่งไทยก็ตาม แต่ไม่มีใครการันตีให้ว่า เมื่อกลับไปที่ตั้งของตัวเองหรือในภูมิลำเนาตามจังหวัดต่างๆ จะไม่ออกอาการของโรค โควิด-19 ออกมา

จึงเกิดข้อกังวลสำหรับประชาชนคนไทยที่ต้องอยู่ใกล้บุคคลเหล่านี้ ต้องดูแลตัวเองอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการเลือกหาใช้อุปกรณ์หน้ากากอนามัยที่ขาดแคลนอย่างหนักขณะนี้

โควิด-19 เป็นเรื่องที่คนไทยต่างติดตามข่าวสารในความเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ต้องเข้าใจและเรียนรู้ไปกับโรคนี้ หน่วยงานภาครัฐมากมายก็พยายามทำให้ทุกคนตื่นรู้ถึงวิธีการดูแลรักษาตัวเองให้ดีที่สุดเมื่อไม่มีใครบอกได้ว่า โรคนี้จะมาถึงตัวเองเมื่อไหร่ หรือยังต้องเผชิญความเสี่ยงแบบข้ามปีหรือไม่

ดังนั้น สำหรับภาครัฐ สิ่งที่ทำได้แน่และทำได้จริง คือการเข้ามาบริหารจัดการดูแลเรื่องของ ‘หน้ากากอนามัย’ ให้มีจำหน่ายอย่างทั่วถึงมากขึ้น

เพราะ ‘หน้ากากอนามัย’ กลายเป็น เรื่องของความรู้สึกและความเข้าใจของประชาชนไปแล้วว่าน่าจะเป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวและดูแลตัวเองเป็นด่านแรก

จึงเป็นสิ่งที่ประชาชน ‘ต้องมี’ และรัฐ ‘ต้องมี’ ให้ประชาชน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน