ยกย่อง “ศ.สุพรรณ ฟู่เจริญ” นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2563

มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เชิดชู ศ.สุพรรณ ฟู่เจริญ เป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2563 อุทิศตนศึกษาวิจัยโรคธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ เกิดเป็นองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ใช้ควบคุมป้องกันโรคธาลัสซีเมีย เป็นคุณูปการต่อประเทศ

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ซึ่งตรงกับ นพ.สถาพร วงษ์เจริญ ประธานกรรมการมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประกาศมอบรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ ประจำปี 2563 ให้แก่ ศ.สุพรรณ ฟู่เจริญ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครบรอบ 78 ปี

นพ.สถาพร กล่าวว่า มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้คัดเลือกผู้สร้างหรือริเริ่มงาน และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยมีผลงานที่มีประโยชน์ต่อการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทยอันเป็นที่ประจักษ์ และเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นแบบอย่างให้แก่บุคคลในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์และบุคคลทั่วไป ทั้งนี้ ศ.สุพรรณ เป็นผู้อุทิศตนในการศึกษาวิจัยโรคธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ เกิดเป็นองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ใช้ควบคุมป้องกันโรคธาลัสซีเมีย อันเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อประเทศ

“ผลงานเด่นของ ศ.สุพรรณ คือการศึกษาธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติในคนไทย โดยเริ่มต้นจากงานวิจัยพื้นฐานระดับโมเลกุลสู่การควบคุม และป้องกันโรคและการค้นพบฮีโมโกลบินชนิดใหม่ของโลก ศ.สุพรรณ ได้จัดตั้งกลุ่มวิจัยธาลัสซีเมีย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (ศวป.) คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเกาะติดเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางกรรมพันธุ์ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยในระยะแรกได้ศึกษาเชิงลึกถึงพื้นฐานการเกิดโรคในระดับโมเลกุล เพื่อให้ได้องค์ความรู้สำหรับคนไทย และนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาวิธีการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการในระดับโมเลกุลทั้งในระยะก่อนและหลังคลอด รวมถึงการแสดงออกของอาการผู้ป่วย เกิดเป็นองค์ความรู้ในการให้คำปรึกษาแนะนำทางพันธุกรรมและการควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมีย ทั้งยังสามารถขยายงานวิจัยพื้นฐานไปสู่การดำเนินการวิจัยและพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ที่สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนและใช้กันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน” นพ.สถาพร กล่าว

นอกจากนี้ นพ.สถาพร กล่าวว่า ศ.สุพรรณ ยังมีผลงานการวิจัยและรายงานฮีโมโกลบินผิดปกติชนิดต่างๆ ในระดับโมเลกุลที่ตรวจพบในคนไทยไว้หลายชนิด เนื่องจากประเทศไทยมีความชุกของธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติค่อนข้างสูง โดยเป็นพาหะ α–thalassemia, β–thalassemia, Hb E, Hb Constant Spring หรือ Hb Pakse’ ร้อยละ 20-30, 3-9, 20-30, และ 1-8 ตามลำดับ รวมทั้งฮีโมโกลบินผิดปกติชนิดอื่น ไม่น้อยกว่า 40 ชนิด จึงมีโอกาสพบการมีปฏิสัมพันธ์ของยีนฮีโมโกลบินผิดปกติ ร่วมกับธาลัสซีเมียหรือฮีโมโกลบินผิดปกติต่างชนิดในผู้ป่วยรายเดียวกันได้ ซึ่งจะทำให้มีอาการแสดงออกที่ซับซ้อนและยากที่จะให้การวินิจฉัยจากผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป การพัฒนาเทคนิคการตรวจวินิจฉัยสำหรับการตรวจยีนฮีโมโกลบินผิดปกติชนิดต่างๆ ที่พบได้บ่อยในประชากรไทย จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับงานบริการในห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคที่จะนำไปใช้สำหรับการตรวจวินิจฉัยให้กับประชากรไทยได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ อันจะส่งผลให้แพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ที่มีฮีโมโกลบินผิดปกตินั้น สามารถให้การดูแลรักษาตลอดจนให้คำแนะนำปรึกษาทางพันธุกรรมได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้การควบคุมและป้องกันโรคธาลัสซีเมีย และฮีโมโกลบินผิดปกติของประเทศไทยดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ กว้างขวางและครอบคลุมพื้นที่ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘อธิบดีพช.’ ย้ำนักพัฒนาชุมชน ต้องทัศนคติดี มีความตั้งใจ ทำให้ประชาชนมีความสุข
บทความถัดไปสทป. จุดประกายความคิดสร้างนักวิทย์รุ่นใหม่ จัดกิจกรรม ค่ายวิทยาศาสตร์จรวดประดิษฐ์ครั้งที่ 9 ในภาคใต้