‘อนุทิน’ ชง ครม. ขอเพิ่ม 1.4 หมื่นล้าน ยกระดับบริการบัตรทอง-รับ 9.9 แสนคนตกงาน แห่ใช้สิทธิช่วงโควิด-19

‘อนุทิน’ ชง ครม. ขอเพิ่ม 1.4 หมื่นล้าน ยกระดับบริการบัตรทอง-รับ 9.9 แสนคนตกงาน แห่ใช้สิทธิช่วงโควิด-19

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม

นายอนุทินกล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบข้อเสนอการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับปี 2563-2564 จากผลกระทบกรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ภายใต้งบเงินกู้ 45,000 ล้านบาท ที่ สธ.ได้รับจัดสรรจากรัฐบาล

นายอนุทินกล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้การดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563-2564 ต้องปรับงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อยกระดับการดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพ ท่ามกลางมาตรการเว้นระยะห่าง ซึ่งประชาชนต้องได้รับการดูแลแต่มาโรงพยาบาลน้อยลง รวมถึงกรณีประชาชนซึ่งว่างงาน และหันมาใช้สิทธิบัตรทองในการดูแลสุขภาพ

“โดยปีงบประมาณ 2563 ขอรับการสนับสนุน เพิ่มเติมทั้งสิ้นประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริการด้านสุขภาพ ซึ่งประชาชนจะต้องได้รับสิทธิการรักษาตามปกติ แต่ต้องไม่เสี่ยงกับโรคโควิด-19 จะมีการนำระบบ Telemedicine มาใช้ เพื่อลดการเดินทางของประชาชน เพิ่มหน่วยบริการเคลื่อนที่ นอกจากนั้น ยังต้องดูแลคนไทยที่ตกงาน ซึ่งจะเข้ามาใช้สิทธิบัตรทองอีกกว่า 9 แสนคน คิดเป็นเงินกว่า 3.6 พันล้านบาท” นายอนุทินกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของรายละเอียดเรื่องงบประมาณที่ต้องขอรับจัดสรรจากรัฐบาลเพิ่มเติมทั้งสิ้น 14,845.42 ล้านบาท แยกเป็นบริการ กรณีโควิด-19 จำนวน 11,474.72 ล้านบาท โดยเป็นงบที่เพิ่มเติมในปี 2563 จำนวน 2,122.41 ล้านบาท และปี 2564 จำนวน 9,352.31 ล้านบาท ครอบคลุมบริการส่งเสริม สุขภาพและป้องกันโรค ทั้งตรวจคัดกรองกลุ่มเป้าหมายตามมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กำหนด บริการโรงพยาบาลสนาม หรือใน Hospital Quarantel เฉพาะกรณีสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 และบริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

ส่วนบริการรักษาพยาบาลได้เพิ่มเติมงบบริการผู้ป่วยใน บริการโรงพยาบาลสนาม หรือใน Hospitel เฝ้าระวังการติดเชื้อก่อนกลับบ้าน และบริการรับส่งต่อผู้ป่วยของหน่วยบริการเฉพาะกรณีสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19

สนับสนุนนำร่องบริการสาธารณสุขทางไกลและระบบการแพทย์ทางไกล (Telehealth/Telemedicine) ในหน่วยบริการที่มีความพร้อม บริการส่งยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยที่บ้านทางไปรษณีย์เฉพาะผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง จำนวน 4,455.02 ล้านบาท แยกเป็นงบเพิ่มเติมในปี 2563 จำนวน 79.17 ล้านบาท และปี 2564 จำนวน 4,375.85 ล้านบาท

บริการด้านยาและเวชภัณฑ์สำหรับร้านยา หรือ “โครงการรับยาใกล้บ้าน” เพิ่มเติมจัดบริการในรูปแบบที่ 3 ให้ร้านยาสำรองยาเองร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เพิ่มจำนวนบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในปี 2564 จากสถานการณ์โควิด-19 ที่คาดว่าจะมีความต้องการของกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นประมาณ 2.36 ล้านราย จากเดิมที่มีจำนวน 4.16 ล้านราย

และบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกหน่วยบริการเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน ไม่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาล โดยครอบคลุมรวมถึงบริการเจาะเลือดและขนส่งตัวอย่าง ประมาณการณ์ปี 2564 มีจำนวนบริการ 941,700 ครั้ง อัตราค่าบริการ 200 บาทต่อครั้ง เป็นงบประมาณ 188.34 ล้านบาท

เพิ่มเติมงบประมาณรองรับการเพิ่มจำนวนของผู้มีสิทธิบัตรทองจากภาวะว่างงาน โดยปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 990,750 คน ย้ายมาจากสิทธิประกันสังคมเหตุว่างงาน ซึ่งได้คำนวณจากอัตราเหมาจ่ายรายหัวตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 จำนวน 3,719.23 บาทต่อผู้มีสิทธิ รวมเป็นงบประมาณที่ต้องเพิ่มเติม 3,684.82 ล้านบาท

ช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการกรณีโควิด–19 จำนวน 2 เท่าจากอัตราเดิม และจำนวนผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น โดยปี 2563 ของบสนับสนุนเพิ่มเติม 60.47 ล้านบาท และปี 2564 ขอเพิ่มเติมอีก 87.39 ล้านบาท

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้จาก ‘หนู’ สู่ ‘ลิงแสม’ ทดลองวัคซีน ‘mRNA’ ความหวังไทยสู้โควิด
บทความถัดไปหุ้นเอเชียเปิดบวก น้ำมันโลกปรับขึ้น