‘โรงเรียน กทม.’ จัดรูปแบบการสอนวิถีใหม่ตามขนาดพื้นที่ ‘บ้านคนชรา’ ห้ามจัดกิจกรรม-งดเยี่ยม
วันที่ 8 มิถุนายน ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ที่มี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน ว่า สำนักการศึกษา กทม.ได้รายงานการเตรียมความพร้อมแนวทางการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัด กทม.ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ซึ่งจะเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ โดยโรงเรียนในสังกัด กทม.แบ่งตามจำนวนนักเรียนได้ 3 ขนาด ได้แก่ 1.โรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนไม่เกิน 400 คน 2.โรงเรียนขนาดกลาง มีนักเรียน 401-800 คน และ 3.โรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียน 801-1,500 คน
“ทั้งนี้ได้จัดเตรียมแนวทางการจัดการเรียนการสอน 2 รูปแบบ โดยโรงเรียนขนาดเล็ก 204 แห่ง จะจัดให้มีการจัดการเรียนการสอนตามปกติ โดยให้นักเรียนไปโรงเรียนทุกวัน และเรียนตามตารางเรียนในชั่วโมงหรือคาบเรียนปกติ ใน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 20 คนโดยประมาณ และให้มีการรักษาระยะห่างทางสังคมทั้งเวลาเรียน ช่วงเวลาพัก และการรับประทานอาหาร” โฆษก กทม.กล่าว
ร.ต.อ.พงศกรกล่าวว่า สำหรับโรงเรียนขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีทั้งหมด 233 แห่ง จะจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.แบบสลับวันเรียนทั้งหมด ใช้กับโรงเรียนขนาดกลาง เช่น ระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) ระดับประถมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรียนวันอังคาร วันพฤหัส ส่วนระดับประถมศึกษาตอนปลาย และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เรียนวันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ โดยในช่วงที่นักเรียนไม่ได้ไปเรียนในวันปกติ จะใช้วิธีการเรียนรู้ทางออนไลน์ และออน แอร์ โดยให้ครูควบคุมดูแลในการจัดการเรียนรู้ และมอบแบบฝึกหัด การบ้าน ใบงานหรือกิจกรรมให้ไปทำที่บ้าน และให้นับเวลาการเรียนช่องทางดังกล่าวชดเชยการเรียนในช่วงเวลาปกติได้ด้วย 2.แบบเรียนปกติ ร่วมกับสลับวันเรียนทั้งหมด ใช้กับโรงเรียนขนาดใหญ่ และโรงเรียนขนาดใหญ่มาก ที่มีนักเรียนมากกว่า 1,500 คน คือ ระดับอนุบาล และระดับประถมศึกษาตอนต้น ให้มีการจัดการเรียนการสอนตามปกติ สำหรับระดับประถมศึกษาตอนปลาย และระดับมัธยมศึกษาให้สลับวันมาเรียน
“ให้สถานศึกษาพิจารณาการจัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสม โดยตั้งแต่วันที่ 1-20 มิถุนายน 2563 สำนักการศึกษา กทม.จะได้ตรวจความพร้อมของโรงเรียนที่จะจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานอีกครั้ง ในส่วนของการวัดและประเมินผลระดับปฐมวัย จะใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรม การพูดคุย การซักถาม การตรวจสอบชิ้นงาน โดยครูจะประสานของความร่วมมือผู้ปกครองในการร่วมประเมินพัฒนาการด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ใช้การประเมินหลายรูปแบบร่วมกัน อาทิ การเข้าชั้นเรียน การสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน การสัมภาษณ์ พูดคุย ซักถาม การทำแบบทดสอบออนไลน์ การทดสอบด้วยข้อสอบแบบเขียนตอบหรือความเรียงแบบออนไลน์ เป็นต้น” ร.ต.อ.พงศกร กล่าว
นอกจากนี้ โฆษก กทม.กล่าวว่า ได้เตรียมความพร้อมและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอื่นๆ ได้แก่ มาตรการดูแลระหว่างเดินทางไปโรงเรียน กรณีเดินทางด้วยรถตู้โดยสาร ให้คนขับรถสวมหน้ากากอนามัยและทำความสะอาดเบาะที่นั่งก่อนรับ-ส่งนักเรียนทุกครั้ง หรือหากผู้ปกครองไปส่งนักเรียนที่โรงเรียน ต้องมีการจัดพื้นที่สำหรับผู้ปกครองบริเวณหน้าโรงเรียน และมีการคัดกรองอุณหภูมิทุกครั้ง มาตรการสำหรับกิจกรรมหน้าเสาธง กรณีโรงเรียนขนาดเล็กและมีพื้นที่ สามารถให้นักเรียนร่วมกิจกรรมได้ปกติภายใต้มาตรการเว้นระยะห่าง กรณีมีพื้นที่จำกัด ให้นักเรียนเข้าแถวที่โต๊ะในห้องเรียน หรือเข้าแถวหน้าห้องเรียน มาตรการในห้องเรียน ให้มีการจัดโต๊ะเรียนจำนวนไม่เกิน 20 ตัว โดยแต่ละตัวเว้นระยะห่าง 1.5 เมตร ให้ทำความสะอาดห้องเรียน โต๊ะ เก้าอี้ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ทั้งก่อนเรียน พักกลางวันและหลังเลิกเรียน สำหรับการนอนของนักเรียนปฐมวัย ให้งดการใช้เครื่องปรับอากาศ อาจใช้พัดลมแทน มาตรการสำหรับการรับประทานอาหาร ให้โรงเรียนพิจารณาจัดที่รับประทานอาหารทั้งในห้องเรียนและโรงอาหาร และเหลื่อมเวลาตามบริบทและความพร้อมของโรงเรียน โดยในโรงอาหารต้องมีฉากพลาสติกใสกั้น และเว้นระยะนักเรียน แม่ครัว พนักงาน ต้องใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือ สำหรับการจัดการเรียนการสอนของเด็กพิเศษ (เรียนร่วม) ให้จัดการเรียนการสอนแบบปกติ นักเรียนสามารถมาเรียนได้ทุกวัน โดยมีการเว้นระยะห่าง และกำหนดสัดส่วนครู 1 คน ต่อนักเรียน 6 คน ต่อ 1 ห้องเรียน
“ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักการศึกษา กทม.ประสานโรงเรียนที่มีชื่อเสียง และมีมาตรฐานการจัดการเรียนการสอน ร่วมผลิตสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ อาทิ โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนรัฐอันดับต้นๆ ของประเทศ เพื่อให้เด็กนักเรียนของ กทม.ได้เรียนออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ครูและผู้ปกครองได้รับทราบและเข้าใจในแนวทางของกทม.ก่อนเปิดภาคเรียน” โฆษก กทม. กล่าว
ร.ต.อ.พงศกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สำนักพัฒนาสังคม กทม.ได้รายงานการดำเนินการของสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค 2 ในความดูแลของ กทม. ว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุในความดูแล 132 คน สำนักพัฒนาสังคมได้กำหนดมาตรการควบคุม ดูแล ดังนี้ มาตรการด้านสถานที่ จัดให้มีทางเข้า-ออกทางเดียว และกำหนดจุดคัดกรอง มาตรการสำหรับดูแลผู้สูงอายุ มีการให้ความรู้ในการป้องกันโรค การงดเดินทางเข้า-ออก การแจกหน้ากากอนามัย การตรวจวัดไข้ทุกวัน กรณีที่มีโรคประจำตัวต้องรับยาต่อเนื่อง ให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลประสานงานเพื่อรับยาแทน มาตรการสำหรับบุคลากรผู้ดูแล ดูแลสุขภาพก่อนเข้าปฏิบัติงาน ทำความสะอาดร่างกาย ตรวจวัดไข้ ล้างมือ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ และใส่หน้ากากอนามัย ให้งดการเข้าร่วมประชุมหรือกิจกรรมในพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด และไม่อนุญาตให้เดินทางไปต่างจังหวัด มาตรการสำหรับผู้มาติดต่อ งดเยี่ยมผู้สูงอายุและการจัดกิจกรรมจากหน่วยงานหรือบุคคลภายนอก ไม่อนุญาตให้บริการขนส่งเอกชนเข้ามาภายในบริเวณสถานสงเคราะห์ กรณีพบผู้สูงอายุมีอาการเข้าข่ายสงสัย จะแยกผู้สูงอายุที่มีอาการ ณ ห้องคัดแยกที่จัดเตรียมไว้ และพบแพทย์ทันที

