หากพูดถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รัฐบาลมีนโยบายยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยรวมถึงส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ภายใต้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยประกาศเขตส่งเสริมขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนพื้นที่ EEC ให้บรรลุผลตามเป้าหมาย หนึ่งในนั้นคือ “เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi” ระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำระดับโลก เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และสมบูรณ์ รองรับการทำวิจัยและพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง

ปตท. ได้พัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 3,454 เพื่อเป็นฐานที่ตั้งสำคัญของเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ในการยกระดับขีดความสามารถการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมให้แก่ทุกภาคส่วนของประเทศ และรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามแผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ กระจายผลประโยชน์จากการพัฒนา ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศ
การพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ในรูปแบบ Smart Natural Innovation Platform เพื่อรองรับงานวิจัยและนวัตกรรมแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่
พื้นที่เพื่อการศึกษา (Education Zone) : การพัฒนาพื้นที่เพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้การวิจัย การสร้างนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือทางด้านงานวิจัยในพื้นที่ ซึ่งมีพื้นที่ที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) และศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์
พื้นที่เพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (Innovation Zone) พื้นที่ที่จะพัฒนาเป็น ศูนย์วิจัย พัฒนา และนวัตกรรม หรือ Smart Innovation Platform เพื่อยกระดับความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด โดยออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการไว้อย่างครบวงจร

พื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวก ที่พักอาศัยและสันทนาการ (Community Zone) : พื้นที่ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยและสันทนาการ รองรับความเป็นอยู่ของนักวิจัยและครอบครัว นักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการที่ทำงานในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติโรงแรมและที่พักอาศัย ศูนย์การค้าและนันทนาการ
ปัจจุบัน วังจันทร์วัลเลย์ ได้รับการประกาศเป็นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมในการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของประเทศ และเป็นพื้นที่ที่ได้รับการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจและสังคม จึงนับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และตอกย้ำความพร้อมของพื้นที่แห่งนี้ตามเจตนารมณ์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจากการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่อไป ด้วยระบบนิเวศนวัตกรรมที่เป็นเลิศ และแผนพัฒนาระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ครบทั้ง 7 ด้าน ตามหลักเกณฑ์การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ Smart City Thailand ประกอบด้วย
Smart Economy มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ความเชื่อมโยง และความร่วมมือทางธุรกิจและนวัตกรรม โดยความตั้งใจของ ปตท. ภาครัฐ และภาคเอกชนที่จะร่วมกันพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
Smart People มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ โดยภายในโครงการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เช่น สถาบันวิทยสิริเมธี โรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนนานาชาติ และศูนย์ฝึกอบรม Up-skill Re-skill รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ในการพัฒนาศักยภาพบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Smart Living มุ่งเน้นความปลอดภัยและบริการที่เพียบพร้อม โดยโครงการมีการออกแบบตามหลักการของ Smart Home และ Universal Design เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้มีสุขภาพที่ดี มีความปลอดภัย มีความสุขในการดำรงชีวิต ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และสันทนาการต่างๆ รองรับอย่างครบครัน
Smart Environment มุ่งเน้นการบริการจัดการสภาวะแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ถูกสุขลักษณะ มุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ
Smart Mobility มุ่งเน้นความสะดวก ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในการเดินทางและขนส่ง โดยส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ จัดให้มีที่จอดรถยนต์อัจฉริยะ และให้บริการรถประจำทางไฟฟ้าที่มีโครงข่ายเชื่อมต่อกับทางเดินและทางจักรยาน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
Smart Energy ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน โดยติดตั้ง Solar Farm และ Solar Roof Top มีการบริหารจัดการพลังงานด้วยโครงข่าย Smart Grid ที่เชื่อมต่อกับอาคารประหยัดพลังงานภายในพื้นที่โครงการ เพื่อลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Smart Governance มีโครงข่ายเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆ มีการให้บริการแบบ One Stop Service โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ เพื่อความโปร่งใส ลดระยะเวลาในการติดต่อหน่วยงานต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่วนกลาง และอาคารศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ(Intelligent Operation Center : IOC) ซึ่งมีการวางโครงข่ายเชื่อมโยงกับระบบอัจฉริยะต่าง ๆ เพื่อบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ต่อยอดในเชิงธุรกิจ โดย IOC เปิดอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อช่

