เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ : เมืองนวัตกรรม EECi สู่ไทยแลนด์ 4.0  

18.11.20 | 19:30 น.

หากพูดถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC  รัฐบาลมีนโยบายยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยรวมถึงส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ภายใต้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยประกาศเขตส่งเสริมขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนพื้นที่ EEC ให้บรรลุผลตามเป้าหมาย หนึ่งในนั้นคือ “เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi” ระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำระดับโลก เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และสมบูรณ์ รองรับการทำวิจัยและพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง

ปตท. ได้พัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์  ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 3,454  เพื่อเป็นฐานที่ตั้งสำคัญของเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ในการยกระดับขีดความสามารถการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมให้แก่ทุกภาคส่วนของประเทศ และรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามแผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ กระจายผลประโยชน์จากการพัฒนา ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศ 

การพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ในรูปแบบ Smart Natural Innovation Platform เพื่อรองรับงานวิจัยและนวัตกรรมแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ 

พื้นที่เพื่อการศึกษา (Education Zone) : การพัฒนาพื้นที่เพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้การวิจัย การสร้างนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือทางด้านงานวิจัยในพื้นที่ ซึ่งมีพื้นที่ที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)  โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) และศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ 

Advertisement

พื้นที่เพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม (Innovation Zone) พื้นที่ที่จะพัฒนาเป็น ศูนย์วิจัย พัฒนา และนวัตกรรม หรือ Smart Innovation Platform เพื่อยกระดับความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด โดยออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการไว้อย่างครบวงจร  

พื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวก ที่พักอาศัยและสันทนาการ (Community Zone) : พื้นที่ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยและสันทนาการ รองรับความเป็นอยู่ของนักวิจัยและครอบครัว นักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการที่ทำงานในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติโรงแรมและที่พักอาศัย ศูนย์การค้าและนันทนาการ

ปัจจุบัน วังจันทร์วัลเลย์ ได้รับการประกาศเป็นเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมในการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของประเทศ และเป็นพื้นที่ที่ได้รับการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจและสังคม จึงนับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ และตอกย้ำความพร้อมของพื้นที่แห่งนี้ตามเจตนารมณ์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจากการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่อไป ด้วยระบบนิเวศนวัตกรรมที่เป็นเลิศ และแผนพัฒนาระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ครบทั้ง 7 ด้าน ตามหลักเกณฑ์การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ Smart City Thailand ประกอบด้วย

Smart Economy มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ความเชื่อมโยง และความร่วมมือทางธุรกิจและนวัตกรรม โดยความตั้งใจของ ปตท. ภาครัฐ และภาคเอกชนที่จะร่วมกันพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

Smart People มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ โดยภายในโครงการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ เช่น สถาบันวิทยสิริเมธี โรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนนานาชาติ และศูนย์ฝึกอบรม Up-skill Re-skill รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ในการพัฒนาศักยภาพบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Smart Living มุ่งเน้นความปลอดภัยและบริการที่เพียบพร้อม โดยโครงการมีการออกแบบตามหลักการของ Smart Home และ Universal Design เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้มีสุขภาพที่ดี มีความปลอดภัย มีความสุขในการดำรงชีวิต ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และสันทนาการต่างๆ รองรับอย่างครบครัน  

Smart Environment มุ่งเน้นการบริการจัดการสภาวะแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ถูกสุขลักษณะ มุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ 

Smart Mobility มุ่งเน้นความสะดวก ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในการเดินทางและขนส่ง โดยส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ  จัดให้มีที่จอดรถยนต์อัจฉริยะ และให้บริการรถประจำทางไฟฟ้าที่มีโครงข่ายเชื่อมต่อกับทางเดินและทางจักรยาน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Smart Energy ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน โดยติดตั้ง Solar Farm และ Solar Roof Top มีการบริหารจัดการพลังงานด้วยโครงข่าย Smart Grid ที่เชื่อมต่อกับอาคารประหยัดพลังงานภายในพื้นที่โครงการ เพื่อลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

Smart Governance มีโครงข่ายเชื่อมโยงกับหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆ มีการให้บริการแบบ One Stop Service  โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ เพื่อความโปร่งใส ลดระยะเวลาในการติดต่อหน่วยงานต่างๆ 

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่วนกลาง และอาคารศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ(Intelligent Operation Center : IOC) ซึ่งมีการวางโครงข่ายเชื่อมโยงกับระบบอัจฉริยะต่าง ๆ เพื่อบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ต่อยอดในเชิงธุรกิจ โดย IOC เปิดอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2563