สธ.ยัน 5พยาบาลติดโควิด-19 จากผู้ป่วยในASQ ไม่มีระบาดต่อ

สธ.ยัน 5พยาบาลติดโควิด-19 จากผู้ป่วยในASQ ไม่มีระบาดต่อ โต้ข่าวระบาดในผับกลางกรุง

วันนี้ (9 ธันวาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวถึงความก้าวหน้าในการสอบสวนโรคกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในสถานกักกันโรคทางเลือก (Alternatives State Quarantine) ในกรุงเทพมหานคร ว่า จากการสอบสวนโดยสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (ศปคม.) ของกรมควบคุม โรคร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา พบว่าผู้ป่วย รายที่ 1 เป็นหญิงไทย อายุ 26 ปี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เริ่มป่วย มีอาการไข้ ไอ และเจ็บคอ จึงไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 และพบเชื้อ ซึ่ง สธ.รายงานเข้าระบบเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ต่อมา เมื่อพบรายแรกแล้วก็มีการสอบสวนและค้นหาผู้ติดเชื้อรายอื่นเพิ่มเติมในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสัมผัสใกล้ชิด คือ เพื่อนร่วมงานทำให้สามารถตรวจพบ รายที่ 2 หญิงไทย อายุ 40 ปี รายที่ 3 หญิงไทย อายุ 32 ปี รายที่ 4 หญิงไทย อายุ 25 ปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ในรายที่ 2 เริ่มป่วยวันที่ 4 ธันวาคม และรายที่ 3 วันที่ 5 ธันวาคม

นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับการสอบสวนโรคเพิ่มเติมบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดโควิด-19 พื้นที่กรุงเทพฯ รวม 5 ราย ปฏิบัติงานในสถานกักกันโรคทางเลือก(ASQ) นั้น พบว่า รายที่ 4 มีอาการเริ่มป่วยก่อนรายอื่นๆ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ด้วยป่วยเล็กน้อย คือ มีน้ำมูก คัดจมูก มีเสมหะ ซึ่งพบว่า ช่วงวันที่ 24-27 พฤศจิกายน ผู้ป่วยรายนี้ ได้ไปวัดไข้ผู้ป่วยยืนยันทุกวัน และเข้าไปในห้องผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยที่ไปวัดไข้นั้น ช่วงเวลานั้นยังไม่พบเชื้อโควิด-19 แต่มีการเก็บสิ่งส่งตรวจในโพงจมูก (Swab) เพื่อนำไปตรวจหาเชื้อ ที่สำคัญคือ ภายหลังพบว่า ผู้ป่วยที่ไปทำการวัดไข้เป็นครอบครัว 3 ราย พ่อแม่ลูกและติดเชื้อทั้งหมด

“ประเด็นคือ บุคลากรทางการแพทย์รายที่ 4 พบว่า เป็นเพื่อนร่วมห้อง (รูมเมท) เดียวกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อรายที่ 2 และในวันที่ 28 พฤศจิกายน ผู้ป่วยรายที่ 4 ได้รับประทานอาหารร่วมกันกับบุคลากรทางการแพทย์รายที่ 1 และรายที่ 2 ขณะที่วันที่ 1 ธันวาคม ผู้ป่วยรายที่ 1 ส่งเวรกับผู้ป่วยรายที่ 3 และวันเดียวกัน ผู้ป่วยรายที่ 5 พบกับผู้ป่วยรายที่ 1 และรายที่ 3 ทั้งนี้ ผู้ป่วยรายที่ 5 ไม่มีอาการ สรุปคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากบุคลากรทางการแพทย์ 1 รายติดเชื้อในสถานกักกันโรคทางเลือก และแพร่เชื้อไปยังบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานรายอื่นๆ โดยเป็นการแพร่เชื้อนอกเหนือเวลาการปฏิบัติหน้าที่” นพ.โสภณ กล่าว

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อทั้งหมด เป็นกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 51 ราย เสี่ยงต่ำ 229 ราย รวมแล้ว 280 ราย ทั้งหมดไม่พบเชื้อ และทางโรงพยาบาลเอกชนยังได้ตรวจเพิ่มเติมอีก 465 ราย ก็ไม่พบเชื้อเช่นกัน โดยทั้งหมด 745 ราย ไม่พบเชื้อ แสดงว่าเหตุการณ์นี้การแพร่เชื้อหยุดที่บุคลากรทางการแพทย์ทั้ง 5 ราย

ผู้สื่อข่าวถามว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อในสถานกักกันโรคทางเลือก มาจากความประมาทในเรื่องการสวมใส่ชุดป้องกันไม่รัดกุมหรือไม่ นพ.โสภณ กล่าวว่า ใช่ ซึ่งเป็นความผิดพลาดระดับบุคคล หรือ human error คล้ายๆ กรณีความผิดพลาดที่ถูกเข็มตำ ซึ่งไม่ได้เกิดบ่อย ความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ ปกติการเก็บเชื้อ (Swab) ในผู้กักตัว 100 ราย จะเจอผู้ติดเชื้อไม่ถึงร้อยละ 1 แต่จังหวะการติดครั้งนี้เข้าไปตรวจครอบครัว ซึ่งติดเชื้อทั้ง 3 ราย ทำให้มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม รายที่ 4 เมื่อรับเชื้อแล้วมีอาการป่วยเล็กน้อย คิดว่าตัวเองป่วยเป็นหวัดธรรมดา จึงไปปฏิบัติงานและคลุกคลีกับเพื่อน ขณะนี้ ต้นสังกัดได้กำชับให้บุคลากรทุกคนระวังเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ล่าสุด กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้มีการประชุมคอนเฟอเรนซ์วันนี้ (9 ธันวาคม) เพื่อกำชับสถานที่กักกันทางเลือก รวมทั้งโรงพยาบาลคู่สัญญาแล้ว

“ส่วนกรณีมีการส่งต่อข้อความทางโซเชียลมีเดียว่ามีการติดเชื้อโควิด-19 ในผับย่านเซ็นทรัลเวิลด์นั้น ขอยืนยันว่าจากรายงานพบผู้ติดเชื้อในกรุงเทพฯ มีเพียง 8 ราย คือ 3 ราย ที่มีความเชื่อมโยงกับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา และบุคลากรการแพทย์ 5 รายนี้เท่านั้น ยังไม่พบรายงานในรายอื่นๆ แต่หากประชาชนมีข้อมูลรายละเอียดต้องการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบสามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วน 1422” นพ.โสภณ กล่าว

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สภากาชาดไทยมอบไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานให้ผู้ป่วยพาร์กินสัน-ความเคลื่อนไหวผิดปกติ
บทความถัดไปเกษตรฯ โชว์ผลงาน ‘หมูไทยปลอดโรค ASF’ ส่งออกทะลุ 2.2 หมื่นลบ. ในวิกฤตโควิด