4 โรคที่คนกรุงต้องระวัง! หลังค่าฝุ่น PM 2.5 ใน กทม. สูงเกินมาตรฐาน

15.12.20 | 12:10 น.

4 โรคที่คนกรุงต้องระวัง! หลังค่าฝุ่น PM 2.5 ใน กทม. สูงเกินมาตรฐาน

จากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไนครอน หรือ PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานในเขตกรุงเทพมหานครและในบางจังหวัดนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว

ล่าสุด นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกมาเตือนสำหรับกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวให้มีความระมัดระวังในการใช้ชีวิตกลางแจ้งให้มากขึ้น เพราะจะส่งผลถึงสุขภาพได้ ดังนั้นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวจะต้องสวมใส่หน้ากาก และต้องเช็กระดับความเข้มข้นของฝุ่นด้วยที่เพจคนรักอนามัย ใส่ใจอากาศ PM 2.5 และแอพพลิเคชั่น Air4Thai หากค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีฟ้าและเขียว สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ ระดับสีเหลือง ขอให้หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ระดับสีส้ม ควรลดหรือจำกัดการทำกิจกรรมนอกบ้าน และระดับสีแดง ควรลดหรืองดการทำกิจกรรมนอกบ้าน หากมีความจำเป็นต้องออกมาภายนอก ต้องสวมหน้ากากด้วย ตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 และลดผลกระทบจากฝุ่นละออง และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลําบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวีด แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ เมื่อยล้าผิดปกติ หรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์

ทั้งนี้สำหรับที่โรคมาจากฝุ่น PM 2.5 ที่ต้องพึงระวังพบว่ามี 4 โรคหลักๆ ประกอบด้วย

1.โรคระบบทางเดินหายใจ PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน และมีค่าความเข้มข้นสูงเกิน 120 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จึงสามารถเข้าไปถึงถุงลมปอด ทำให้ปอดเกิดการอักเสบ ระคายเคือง และเป็นโรคระบบทางเดินหายใจได้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลําบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวีด แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ เมื่อยล้าผิดปกติ หรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์

2.โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเมื่อมีการสูดฝุ่นชนิดนี้เข้าไปทำให้เลือดข้นได้ และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลําบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวีด แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ เมื่อยล้าผิดปกติ หรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์

Advertisement

3.โรคผิวหนัง ด้วยอนุภาคของละอองฝุ่น PM 2.5 ที่เล็กมากๆ มักเป็นสารประกอบพวกคาร์บอนที่มีคุณสมบัติละลายได้ดีในน้ำมัน จึงสามารถผ่านเข้าไปยังเซลล์ผิวหนังได้ ทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ เกิดจุดด่างดำและส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ผิวในระดับยีน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรค ผิวหนังอักเสบ และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

4.โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรืออาการตาแดง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือมลพิษในอากาศ เช่น ฝุ่นควันจาก PM 2.5 เมื่อฝุ่นละอองเข้าสู่เยื่อบุตาจนเกิดการอักเสบ ดาแดง แสบตา คันตา ถ้าไม่รุนแรงมาก อาการจะหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่การพบแพทย์เพื่อใช้ยาก็จะช่วยให้หายเร็วขึ้น โดยผู้ที่ต้องระมัดระวังในช่วงนี้ คือ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ หากมีอาการเคืองตา ตาแดง คันหนังตา มีผื่นแดง ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือสำหรับล้างตา สังเกตอาการ หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ รวมทั้งควรตัดเล็บให้สั้น ล้างมือให้สะอาด ไม่ขยี้ตา หรือเกาหนังตา เพราะจะทำให้เป็นแผล เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้