แพทย์ เตือนระวังโควิดจากชายแดนใต้ หวั่นลักลอบจากมาเลเซีย

16.01.21 | 16:20 น.
ภาพจากเเฟ้ม

แพทย์ เตือนให้ระวังชายแดนใต้ หวั่นลักลอบจากมาเลเซีย แนะ แม้สถานการณ์ดีขึ้นแต่ต้องยกระดับมาตรการคุมโควิด-19 ในพื้นที่เสี่ยง


เมื่อวันที่ 16 มกราคม 64 ที่ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองโรคระบาด กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ว่า สถานการณ์ทั่วโลกมีผู้ป่วยรายใหม่ 761,554 ราย สะสมที่ 94,312,257 ราย ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 148,816 ราย สะสมที่ 2,017,844 ราย โดย 5 อันดับแรกที่มีการติดเชื้อสูงสุด ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อินเดีย บราซิล รัสเซีย และสหราชอาณาจักร โดยมีตัวเลขผู้ป่วยใหม่และเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เปรียบเทียบจำนวนประชากรที่ใกล้เคียงกับไทย คือ สหราชอาณาจักร มีผู้เสียชีวิตรายใหม่ 1,280 ราย นับว่าเป็นอัตราที่สูง ต้องส่งกำลังใจให้ทุกประเทศาสู้กับโควิด-19 ต่อไป แม้ว่าหลายประเทศทางยุโรป อเมริกา เริ่มฉีดวัคซีนกันแล้ว แต่ต้องใช้เวลาอีกระยะเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันทั่วถึง ส่วนประเทศใกล้ไทย คือ มาเลเซีย พบรายใหม่ 3,211 ราย สะสมที่ 151,066  ราย และเราต้องป้องกันภาคใต้ของไทย เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่เข้ามา ฉะนั้นการที่มีคนลักลอบผ่านพรมแดนธรรมชาติจะต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ประเทศไทยเองพบผู้ป่วยใหม่ 230 ราย รวมผู้ป่วยยืนยันสะสมในระบาดรอบใหม่ 7,443 ราย หายป่วยแล้ว 4,966 ราย ยังอยู่ในการรักษาที่โรงพยาบาล(รพ.) 1,902 ราย รพ.สนามและอื่นๆ 565 ราย ทั้งนี้ มีผู้ป่วยที่ต้องใช้ท่อช่วยหายใจอยู่ 12 ราย เฉพาะในกรุงเทพมหานคร(กทม.) มี 8 ราย เมื่อมาดูสถานการณ์รายสัปดาห์ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 50 ในปี 2563 ถึงสัปดาห์ที่ 2 ของปี 2564 พบว่า สัปดาห์ที่ 51-52 เป็นช่วงที่เริ่มมีผู้ป่วยค่อนข้างเยอะ หลังจากนั้นสัปดาห์ที่ 1 มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นถึง 2,600 กว่าราย แต่ในสัปดาห์ที่ 2 ลดลงเหลือ 1,600 กว่าราย แสดงให้เห็นถึงมาตรการทุกฝ่ายทำให้จำนวนผู้ป่วยรายสัปดาห์ลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี

“ผู้ป่วยที่มาจากระบบเฝ้าระวังเคยสูงสุดที่ 250 รายต่อวันในวันที่ 6 มกราคม และตัวเลขเริ่มลดลงตามลำดับ และ 3-4 วันมานี้ตัวเลขใกล้เคียง 70-80 รายต่อวัน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คงที่ หากมีสัญญาณแบบนี้ต่อไปเราถือว่ามาตรการที่ดำเนินการไปในช่วงที่ผ่านมา สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง และหากลดลงมากกว่านี้ ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น ดังนั้น 2 สัปดาห์ต่อไปคงต้องเพิ่มมาตรการในจุดเสี่ยงมาก เพื่อให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง” นพ.จักรรัฐ กล่าว

นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ข้อปฏิบัติของผู้ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ขับขี่จะต้องสวมหน้ากากอนามัย หมวกกันน็อค พกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเพื่อทำความสะอาดมือหรือแฮนด์รถ และหลังจากที่ผู้โดยสารลงจากรถ ให้ทำความสะอาดเบาะที่นั่ง หรือถ้าเป็นไปได้ก็ให้ทำความสะอาดหมวกกันน็อคของผู้โดยสารด้วย ขณะที่ผู้โดยสารที่ใช้บริการเป็นประจำ ก็อาจจะมีหมวกกันน็อคหรืออุปกรณ์ส่วนตัวเพื่อลดความเสี่ยง สวมหน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์ และให้เว้นระยะห่างกับผู้ขับขี่เล็กน้อยโดยจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

Advertisement

เมื่อถามถึงในประเทศนอร์เวย์ ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับผู้สูงอายุมากกว่า 80 ปีและเสียชีวิต มีข้อเท็จจริงอย่างไร นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ในการศึกษาวัคซีนโควิด-19 เป็นการทดลองในคนเฟสที่ 3 แต่มีการอนุมัติให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินก่อน ดังนั้นหลายประเทศที่ฉีดก็มีโอกาสพบผู้ได้รับผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ เช่นในรายที่เบาก็จะปวด บวมแดงในจุดที่ฉีด  เกิดผื่นแพ้ หรือบางรายหายใจไม่ออก ซึ่งวัคซีนปกติทั่วไปก็สามารถเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ฉะนั้นต้องมีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องและวิเคราะห์ว่าจะต้องฉีดในกลุ่มไหนอย่างไร แต่สิ่งที่จะต้องเตรียมคือ สถานพยาบาลเพื่อรองรับเหตุการณ์หลังการฉีด ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการเตรียมความพร้อมสถานพยาบาลเพื่อดูแลอาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีนด้วยและจะมีการเฝ้าระวังในส่วนนี้ต่อไป