ภาคี #SAVEบางกลอย ออกแถลงการณ์ ปมข่าวทำลายป่าแก่งกระจาน ชี้รัฐเตรียมฝ่าฝืนข้อตกลง

ภาคี #SAVEบางกลอย ออกแถลงการณ์ ปมข่าวทำลายป่าแก่งกระจาน ชี้รัฐเตรียมฝ่าฝืนข้อตกลง

จากกรณีที่นายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาเปิดเผยว่า จากการที่คณะทำงาน แก้ไขปัญหากรณีบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ตั้งขึ้น ลงพื้นที่ทำงานหาข้อมูลข้อเท็จจริงในพื้นที่ช่วง 2-3 วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจสอบพื้นที่จากทางอากาศและได้บันทึกภาพไว้

เมื่อนำมาประเมินเบื้องต้นพบว่า มีการบุกรุกป่าในบริเวณ บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดินเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อแก้ไขปัญหากรณีดังกล่าวกันแล้วระหว่าง ตัวแทนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ) ตัวแทนภาคีเซฟบางกลอย และชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย แต่กลายเป็นว่ากลุ่มคนบางคนใช้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวไปเป็นใบเบิกทาง ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมและไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

อ่านข่าว : “วราวุธ” เผย ทีม ก.ทส.แก้ปัญหาบ้านบางกลอย ขึ้นฮ. ดูพื้นที่ป่าแก่งกระจาน-ใจแผ่นดิน พบ ป่าถูกเผาเพิ่ม

ล่าสุด ช่วงค่ำวันเดียวกัน (21 กุมภาพันธ์) มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เผยแพร่แถลงการณ์กลุ่มประชาชนผู้รักความเป็นธรรมและภาคี #SAVEบางกลอย เรื่อง วิกฤตผลิตซ้ำมายาคติกะเหรี่ยงทำลายป่า รัฐเตรียมฝ่าฝืนข้อตกลง

แถลงการณ์ระบุว่า ภายหลังกลุ่มประชาชนผู้รักความเป็นธรรมและภาคี #SAVEบางกลอย ปักหลักชุมนุมบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนเกิดเป็นบันทึกข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, ผู้แทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม, ผู้แทนภาคี #SAVEบางกลอย และผู้แทนชุมชนบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เริ่มมีแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนเป็นที่น่าพอใจ และดูเหมือนปัญหาที่เรื้อรังฝังลึกถึง 25 ปีจะเริ่มคลี่คลาย

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่คณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังลงพื้นที่แสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยสันติ ระหว่างวันที่ 19-23 ก.พ.

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกลับนำเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยกลุ่มอนุรักษ์ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจพื้นที่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน และได้มีการนำภาพพื้นที่การเกษตรแบบไร่หมุนเวียนของชาวบ้านไปบิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด ผลิตซ้ำมายาคติกดทับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ด้วยวาทกรรม “บุกรุกป่า เผาป่า และทำไร่เลื่อนลอย”

ทั้งที่ข้อเท็จริง ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะจากการนำเสนอของสื่อมวลชนบางฉบับนั้นคือภาพพื้นที่ทำกินดั้งเดิมของบรรพบุรุษก่อนการถูกกดดันอพยพลงมาในปี 2554 สามารถพิสูจน์ได้จากการอ่านภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง

ดังนั้น การนำเสนอภาพข่าวจึงเป็นการจงใจบิดเบือนเพื่อทำให้ประชาชนมองคนไม่เท่ากัน ซึ่งจะนำไปสู่ข้ออ้างเหตุผลในการสนธิกำลังกันเข้าดำเนินการกับชาวบ้าน

เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบว่ามีอย่างน้อย 2 ประเด็นหลักที่หน่วยงานรัฐและกลุ่มอนุรักษ์สุดโต่งพยายามใช้ในการทำลายความชอบธรรมชาวบ้าน เพื่อให้เกิดปฏิบัติการจับกุม ซึ่งเราขอชี้แจงในแต่ละประเด็น ดังนี้

1.ข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านได้ขยายพื้นที่ทำกินเพิ่ม เราขอชี้แจงว่า ชาวบ้านไม่ได้ขยายพื้นที่ทำกินเพิ่ม จากการสอบถามชาวบ้าน ย้ำว่า แปลงที่ดินทำกินแบบไร่หมุนเวียนแปลงสุดท้ายที่ถูกถางคือเมื่อวันที่ 12 ก.พ. เป็นเวลา 3 วัน ก่อนชาวบ้าน 10 คนจะไปปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล อีกทั้งแปลงที่ทำกินทั้งหมดยังเป็นพื้นที่ “ไร่ซาก” ที่เป็นที่ทำกินของชุมชนมาก่อนถูกอพยพในปี 2539 และ 2554

2.ข้อกล่าวหาว่าชาวบ้านเผาป่า แท้ที่จริงแล้วเป็นการเผากำจัดเชื้อเพลิงในพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นวิถีการทำเกษตรดั้งเดิม ไม่ได้สร้างมลภาวะหรือเพิ่มอุณหภูมิของโลกให้สูงขึ้น ดังที่มีงานทางวิชาการหลายด้านรองรับแล้ว ซึ่งหลังจากผ่านการแผ้วถางมาแล้วกว่า 1 เดือน ไม้ในไร่หมุนเวียนในแห้งแล้วจึงได้เวลาที่ต้องเผา หากรอนานกว่านี้ ฝนอาจจะตก และทำให้ไม่สามารถทำกินได้เลยตลอดทั้งปี

เรายืนยันว่า ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงทุกข้อตามที่เจรจากับรัฐบาลจนได้ข้อยุติ ในขณะที่รัฐพยายามอ้างข้อกฎหมาย ชาวบ้านกำลังยืนหยัดอยู่ในกฎกติกาแห่งจารีตของบรรพชน กฎหมายที่มาทีหลัง ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่จะบังคับใช้ในพื้นที่บ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน โดยเฉพาะหากจะนำมาบังคับใช้เพื่อละเมิดสิทธิมนุษยชน

รัฐต้องยุติการดำเนินการอันจะนำไปสู่การจับกุม ดำเนินคดี และใช้ความรุนแรงทั้งหมด ตามข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันแล้ว เพื่อเปิดทางให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและไม่เกิดการสูญเสียอีก

และหากเกิดการดำเนินการใดๆ ขึ้นกับชาวบ้าน ภาคี #SAVEบางกลอย พร้อมที่จะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง และยกระดับกดดันมากกว่าเดิม เพราะเราไม่ได้ฝ่าฝืน รัฐบาลต่างหากที่ฝ่าฝืนข้อตกลง

คนต้องเท่ากัน ชาติพันธุ์ก็คือคน

อ่านสกู๊ปที่เกี่ยวข้อง : “ใจแผ่นดินคือความบิดเบี้ยวในการจัดการที่ดินของประเทศ” คำต่อคำ ณัฐวุฒิ อุปปะ ภาคีSaveบางกลอย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘เลสเตอร์’ ชนะ ‘วิลล่า’ 2-1 ขยับขึ้นที่ 2 ชั่วคราว
บทความถัดไปจับหญิงวัย 50 ปี ลักลอบขนแรงงานต่างด้าว ชายแดนพุน้ำร้อน