ผู้ประกอบการขนนวัตกรรมกัญชงโชว์ในงาน ‘กัญชา กัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน’

5.03.21 | 18:01 น.

ผู้ประกอบการขนนวัตกรรมกัญชงโชว์ในงาน ‘กัญชา กัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน’

ปลดล็อกพืชกัญชง ผู้ประกอบการต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ชี้ช่องเกษตรกรทำกิน ขนนวัตกรรมและตัวอย่างสินค้าที่ผลิตจากกัญชงมาโชว์ ทั้งเสื้อผ้า ถ่านชาโคล อิฐบล็อก หลอดไบโอพลาสติก แผ่นไม้อัด ฯลฯ ย้ำคุณสมบัติกัญชงเป็นพืชสารพัดประโยชน์ คาดภายใน 1 ปีจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย-แข่งขันในตลาดได้

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงาน ‘กัญชา กัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน’ ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ว่านอกจากบูธของหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษา มาร่วมให้ความรู้กับพี่น้องเกษตรกรด้านการปลูกพืชกัญชงแล้ว ยังมีบริษัทเอกชนต่างๆ ได้นำเสนอนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในส่วนกลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อให้เป็นทิศทางการต่อยอดให้พืชกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากกัญชงที่มาร่วมโชว์ในงานนี้ อาทิ จานชามจากกัญชง วัสดุก่อสร้าง อิฐบล็อก เสื้อผ้าแฟชั่นจากกัญชง เป็นต้น

นายดำรง ก้องเกียรติไกร ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท ก้องเกียรติ เท็กซ์ไทล์ จำกัด ผู้ผลิตเส้นด้ายจากใยกัญชง และนำนวัตกรรมการผลิตเส้นใยที่นุ่มละเอียดมาแสดงในงาน กล่าวว่า จุดเด่นของกัญชงคือเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนตั้งแต่ช่อดอก ใบ ราก แกนลำต้น และเปลือก มาใช้ได้ทั้งหมด ซึ่งบริษัทของตนนับเป็นส่วนที่เป็นกลางน้ำ โดยนำส่วนต้นคือเปลือกของกัญชง นำมาต่อยอดและผลิตเป็นเส้นด้ายจากกัญชงซึ่งลักษณะเส้นใยคล้ายผ้าลินิน แต่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าคือ แอนตี้แบคทีเรีย และป้องกันรังสียูวี หากนำมาผสมกับผ้าฝ้าย หรือผ้าไหม จะช่วยสร้างมูลค่าให้เส้นใยจากกัญชงมากขึ้นในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ นอกจากนี้ ยังมีส่วนแกนลำต้นของกัญชงที่บริษัทนำมาสกัดเป็นผง และส่งต่อให้กับอุตสาหกรรมปลายน้ำในการผลิต เช่น เฟอร์นิเจอร์ ปูนผงสำเร็จรูป ผลิตหลอดกาแฟ หรือจะผสมชิ้นพลาสติกเพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งสามารถมาชมตัวอย่างผลิตภัณฑ์ได้ที่บูธจัดแสดง

Advertisement

บริษัทของผมต้องการเชื่อมช่องว่างของต้นน้ำและปลายน้ำ โดยพัฒนาเครื่องจักรอุตสาหกรรมในการลอกแกนลอกเปลือกต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพราะแต่เดิมจะใช้แรงงานคนทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เป็นอุปสรรคในการแข่งขัน ตอนนี้ทำได้สำเร็จแล้ว และน่าจะยังเป็นเจ้าเดียวที่อยู่กลางน้ำและสนใจแกนและเปลือก ขั้นต่อไปคือปลายน้ำคือผู้นำไปสร้างผลิตภัณฑ์ ผมมองว่าช่วงนี้เป็นช่วงตั้งไข่ และคาดการณ์ว่าจากนี้ไปประมาณ 1 ปี ทุกอย่างจะสามารถขายได้ ต้นทุนโดยรวมจะถูกลง ถึงจุดนั้นเราจึงจะเห็นผลว่าสินค้าจากกัญชง ทุกสัดส่วนจะเริ่มมีการแข่งขันมากขึ้น

ประเทศไทยเราอาจจะเป็นผู้ตามอยู่เล็กน้อย เนื่องจากเราเพิ่งจะปลดล็อกกัญชง ซึ่งต่างประเทศเขาไปไกลแล้ว เช่น จีน ยุโรป ฝรั่งเศส แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ประเทศเหล่านี้นำกัญชงไปใช้ประโยชน์ได้ทุกสัดส่วนจนทำให้ต้นทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ต่ำ ดังนั้น เราต้องผลักดันให้ต้นทุนการผลิตถูกลงให้ได้ ผมมองว่ายังไงกัญชงก็จะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ได้อย่างแน่นอน หากทุกฝ่ายช่วยกันผลักดัน และกฎหมายต้องเปิดประตูให้โอกาสทุกภาคส่วน เอื้อให้เกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรมต่างๆ

ทั้งนี้ นายดำรงแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เป็นห่วงคือต้นน้ำอย่างชาวบ้านหรือเกษตรกร อยากจะปลูกเพราะอยากจะสร้างรายได้ เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ ความรู้ที่มีอยู่แบบหลวมๆ ปลูกจากภูมิปัญญายังไม่มีองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่มากพอ ขณะที่ปลายน้ำอยากได้สาร CBD ที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งตรงนี้ต้องมีผู้รู้ให้ความรู้กับผู้ปลูกกัญชง นำองค์ความรู้ที่ถูกต้องไปแนะนำเกษตรกร เช่น การคัดเลือกพันธุ์ การดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งเรื่องโรคพืช หรือการปนเปื้อนของโลหะหนัก เมื่อต้นน้ำปลูกพืชกัญชงได้ตามคุณภาพ แนวโน้มที่ประเทศไทยจะพัฒนาและต่อยอดจากพืชกัญชงจะเติบโตได้เร็ว

“ผมฝากถึงภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องลงมาให้องค์ความรู้กับเกษตรกร แต่เราต้องตั้งต้นที่ดีจากต้นน้ำ ร่วมมือกันผลักดัน สอนวิธีการปลูกที่ถูกต้อง จัดอบรม ตอนนี้ชาวบ้านไม่มีองค์ความรู้ ต้องมีผู้รู้มาให้แนวทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ปลูกตามภูมิปัญญา ไม่อย่างนั้นจะไม่ตอบโจทย์ตลาด ไม่สามารถสร้างรายได้อย่างที่คาดหวัง ในระยะ 5 ปี เราก็ต้องเริ่มปีแรกให้เข้มแข็งก่อน คาดว่าถ้าสำเร็จกัญชงจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย อยากให้เกิดครับ เพราะมันถึงเวลาแล้ว เพราะไทยมีสภาพภูมิอากาศที่เอื้อ มีทรัพยากรชาวไร่ที่พร้อมปลูก ขอให้เดินอย่างถูกทาง แล้วกลางน้ำ ปลายน้ำ จะเชื่อมเข้าหากันเอง และยิ่งกฎหมายพยายามช่วยเปิดโอกาส เอื้อต่อการวิจัยทั้งเรื่องอาหารและยา เราจะได้แข่งกับชาวโลกได้” นายดำรงกล่าว

ด้าน นางพรทิพย์ อัษฎาธร ผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์กลางการพัฒนาสมุนไพร เพ ลา เพลิน เพื่อชุมชน จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เนื่องจากข้อดีของใยกัญชงคือไม่ก่อให้เกิดเชื้อราและกันความชื้นได้ดี เพ ลา เพลิน จึงมีโครงการที่ทำร่วมกับภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เบื้องต้นกำลังเจรจากับบริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือเกรซ โดยนำ Waste หรือส่วนที่เหลือหลังจากนำใยไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมแล้วให้นำมาทำเป็นแพคเกจ เพื่อที่จะใส่ชาที่วิสาหกิจชุมชนผลิตขึ้น โดยผู้สนใจผลิตภัณฑ์จากกัญชงสามารถดูได้ที่เพ ลา เพลิน ซึ่งเราจะมีใช้เป็นส่วนประกอบด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ชม มีทั้งแผนไทย และแผนปัจจุบัน ตลอดจนเครื่องสำอาง และมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์เนื่องจากมีการตรวจสอบร่วมกับบริษัท ดีท็อกซ์ เซอร์ติฟาย และมหาวิทยาลัยนเรศวรที่มีห้องแล็บสำหรับตรวจวิเคราะห์โดยเฉพาะ

“ทิศทางในอนาคตของเพ ลา เพลิน จะเน้นนำส่วนประกอบของกัญชงมาใช้เรื่องสุขภาพและเครื่องสำอาง เนื่องจากสามารถต่อยอดออกไปได้อย่างมหาศาล ส่วนของใยกัญชงเรายังไม่เน้น แต่วิสาหกิจอื่นๆ สามารถนำเมล็ดพันธุ์จากเราไปปลูกในพื้นที่ของเขา แล้วเราจะรับซื้อคืนเพื่อนำเส้นใยมาทำพวกเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มได้ ซึ่งจากการจัดมหกรรมฯครั้งนี้เห็นได้ว่ามีผู้ที่สนใจในการนำกัญชากัญชงไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ด้านต่างๆ มากพอสมควร หวังว่าหลังจากนี้จะมีผู้ที่สนใจตามไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกัญชง ก็จะช่วยสร้างอาชีพให้กับกลุ่มวิสาหกิจได้มากขึ้น”

นายอาทิตย์ ฤกธิ์ระวี ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ แบรนด์ “hempThai” หนึ่งธุรกิจที่นำนวัตกรรมมาโชว์ในงานมหกรรมกัญชา กัญชง เล่าถึงที่มาของการต่อยอดกัญชงว่า “ครั้งแรกที่ทำเพราะต้องการสนับสนุนสินค้าไทย วัตถุดิบไทย เราทำพวกแบมบูคอตต้อน พวกเส้นใยธรรมชาติ และเราทำส่งออกอยู่แล้ว แล้วก็เห็นว่ากัญชงมีประโยชน์เยอะ ก็อยากจะช่วยชาวเขา เอาสินค้าพื้นเมืองบ้านเรามาต่อยอดเป็นสินค้าที่ออกสู่ตลาดโลก คือเวลานั้นไหมไทยดังแล้ว เราก็มาคิดว่าทำไมกัญชงไทยจะไปไม่ได้ จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘Hemp Thai’ เพราะเราอยากจะเดินตามรอยผ้าไหมไทย แล้วก็ทำเป็นผ้าเฮมพ์

ด้วยข้อกฎหมายเวลานั้นจึงทำให้มีของเสียที่เกิดจากการผลิตจำนวนมาก ทั้งต้นทั้งใบ ก็มาคิดอีกว่า ถ้าเป็น Waste ก็ต้องทิ้งตลอด เพราะปกติเราใช้แต่เส้นใย จึงได้ลองนำพวกเปลือก แกน มาดัดแปลงเป็นสินค้าต่างๆ แล้วก็จับมือทำวิจัยว่าสามารถทำเป็นอะไรได้บ้าง เพราะแตกยอดความคิดว่า อาจจะเป็นฟางหรือเป็นไม้อัดชนิดหนึ่งได้ หรืออนาคตอาจจะเป็นหลอดไบโอพลาสติกได้ แล้วก็นำเข้าศูนย์วิจัยเพื่อหาค่าทางแล็บ เป็นแนวคิดที่ทำมาตั้งแต่ 5-6 ปีที่แล้ว ก็ทำวิจัยมาเรื่อยๆ แล้วก็มีการนำไปผสมกับยางพาราจนเป็น Hemp Rubber, ผสมกับถ่านชาร์โคล เป็น Hemp Charcoal, ทำเป็นแผ่นไม้อัด ฯลฯ ทำมาเรื่อยๆ แล้วสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยก็จะนำไปต่อยอดเป็นวัสดุก่อสร้างเชิงโยธา เป็นต้น

ที่มาร่วมงานนี้เพราะอยากรู้ว่ามีผู้ที่สนใจธุรกิจเหมือนกับเราเยอะไหม สนใจผลิตภัณฑ์ของเราไหม อยากรู้ว่านอกจากเราแล้ว ผู้ประกอบการรายอื่นๆ นำกัญชงมาแปรรูปเป็นอะไรบ้าง ที่บูธของเรามีชาใบยอดอ่อนมาดูว่าลูกค้ามีความสนใจอย่างไร เพื่อเก็บข้อมูล, มีผ้าผืนที่เคยทำ มาลองดูกระแสตลาดในปัจจุบันว่ายอมรับหรือไม่ มีหน้ากากผ้า 3 ชั้นซึ่งก่อนหน้านี้ขายดีมาก และหลังจากกฎหมายปลดล็อกกัญชง การนำประโยชน์จากกัญชงมาใช้ได้หลากหลายขึ้น เรานำมาต่อยอดผลิตภัณฑ์ได้มากมายในปัจจุบัน เริ่มไปประยุกต์ดัดแปลงเป็นนวัตกรรมต่างๆ เช่น ไบโอพลาสติกที่เป็นหลอดที่ใช้ส่วนของแกนกับเส้นใยก็นำออกมาจำหน่ายแล้ว และผลตอบรับดีมาก

“ฝากถึงเกษตรกรหรือคนที่สนใจต้องการปลูก แนะนำว่าต้องหาข้อมูลให้มาก อย่างบริษัทผมเริ่มจากเข้าไปช่วยชุมชนก่อน ซึ่งชุมชนที่เราเข้าไปช่วยนั้นมีกรรมวิธีในรูปแบบพื้นบ้านจริงๆ แต่เมื่อเราเข้าไป ก็แนะนำในเรื่องการออกแบบ เทคนิควิธีการทอ การใช้เส้นด้าย จนได้เป็นลวดลายใหม่ๆ สามารถออกสู่ตลาดที่เป็นโมเดิร์นมากขึ้น แนะนำให้ชุมชนเปิดโลกตัวเอง ว่าของที่เรามีอยู่แล้วสามารถทำเป็นอะไรได้บ้าง บางทีดีไซน์เดิมแต่เปลี่ยนรูปแบบของสินค้าก็ขายได้แล้ว เคยไปให้คำแนะนำชุมชนหนึ่งซึ่งทอผ้าสวยมากแต่ขายไม่ได้ ก็แนะนำว่าให้ทำเป็นวอลล์เปเปอร์ส่งขายตามโรงแรมหรือรีสอร์ต ก็ขายได้” นายอาทิตย์กล่าว

กัญชงเป็นวัตถุดิบที่ดีตามธรรมชาติ อยู่ที่ว่าจะประยุกต์ให้เข้ากับความต้องการของตลาดโลกอย่างไร และยังมีองค์ความรู้ และตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากกัญชงอีกมากมายภายในงาน มหกรรม ‘กัญชา กัญชง 360 องศา เพื่อประชาชน’ ประชาชนผู้สนใจสามารถร่วมงานได้จนถึงวันที่ 7 มีนาคมนี้ เวลา 08.30-17.30 น. ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์