ครบ 4 ปีเต็ม ที่ “นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา” ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และหมดวาระเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา
หากยังจำกันได้ ก่อนที่ นพ.ศักดิ์ชัยจะเข้ามารับหน้าที่ ตำแหน่งนี้เว้นว่างนานกว่า 10 เดือน ขณะที่ สปสช.เองก็ถูกท้วงติงจากองค์กรตรวจสอบในเรื่องการใช้จ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ เจอปัญหาเรื่องการยอมรับ ทั้งจากผู้ให้บริการบางส่วน และหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่นอกแวดวงสาธารณสุข
ภารกิจแรกของ นพ.ศักดิ์ชัย คือ การนำพา สปสช.ฝ่าวิกฤต สร้างเครดิต เพิ่มต้นทุนความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ทั้งเรื่องการจัดระบบภายใน การบริหารกองทุน และเรื่องต่างๆ ที่เป็นประเด็นในขณะนั้น กระทั่งปัจจุบัน สปสช.ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะฝั่งผู้ให้บริการที่ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
วันนี้ จึงต้องพูดคุยกับหัวเรือใหญ่ของ สปสช. ถึงภาพความเป็นไปของระบบหลักประกันสุขภาพในช่วงที่ผ่านมา และทิศทางการขับเคลื่อนที่คาดหวังจากเลขาธิการ สปสช.คนใหม่
•ความคาดหวังประชาชนเปลี่ยน
นพ.ศักดิ์ชัยมองว่า ความคาดหวังของประชาชนต่อระบบสุขภาพเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หากถามว่าความคาดหวังของประชาชนคืออะไร ส่วนตัวคิดว่ามี 2 เรื่อง 1.สิทธิ และ 2.การให้บริการ
ในประเด็นสิทธิ เป็นส่วนที่เห็นชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลง เพราะประชาชนได้ประโยชน์นี้โดยตรง กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีผู้ป่วยนอกเข้ารับบริการปีละ 180 ล้านครั้ง ผู้ป่วยในปีละ 8 ล้านครั้ง คนที่นอน
โรงพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมีจำนวนไม่น้อย และเริ่มตระหนักรู้แล้วว่า เป็น “สิทธิที่พึงได้รับ” ภาคประชาชนมีการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่แทบไม่เคยมีปากมีเสียงเลย
ขณะที่ประเด็นสิทธิประโยชน์ เป็นคอร์ บิสซิเนส (Core Business) ของ สปสช.โดยตรง ที่ผ่านมา คิดว่า สปสช. สามารถเพิ่มสิทธิประโยชน์ได้ค่อนข้างดี ก่อนหน้านี้ ทิศทางการขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์มีลักษณะเป็นยูนิเวอร์แซล (Universal) หรือถ้วนหน้า แต่ในช่วง 2-3 ปีหลัง เริ่มโฟกัสไปที่กลุ่มเฉพาะหรือประเด็นเฉพาะมากขึ้น เพื่อให้สิทธิประโยชน์เหมาะสมกับบริบทของคนแต่ละกลุ่มจริงๆ เช่น พระสงฆ์ ผู้ต้องขังในเรือนจำ กลุ่มเปราะบางทางสังคม และในประเด็นเฉพาะ เช่น ผู้ป่วยโรคหายาก เป็นต้น
ความคาดหวังต่อมาของประชาชนคือ การบริการ เพราะแม้จะมีสิทธิ แต่ปัญหาคือ ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกสบาย เกิดความแออัด ดังนั้น เมื่อมีการพัฒนาสิทธิแล้วก็ต้องมีการพัฒนาการบริการควบคู่ไปด้วย ในส่วนนี้ ผู้ที่มีบทบาทนำคือ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาล ขณะนี้มีการขับเคลื่อน ยกระดับการให้บริการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ขณะที่ สปสช.จะเน้นการสนับสนุนให้หน่วยบริการทำงานได้สะดวกขึ้น บนพื้นฐานความเข้าใจและให้เกียรติซึ่งกันและกัน มากกว่าใช้เงินซื้อบริการเพียงอย่างเดียว
“ในยุคนี้ การทำงานให้สำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่ตัวคนเดียว การทำงานที่ซับซ้อนต้องรวมพลังกับภาคส่วนต่างๆ ต้องมาซินเนอร์จี (synergy) กัน 1+1 ต้องเป็น 3 ความหมายคือ การ ซินเนอร์จีกัน เมื่อบวกแล้วต้องได้มากกว่า 2 สมัยก่อน สปสช. อาจทำงานเดี่ยวๆ แล้วก็เกิดปัญหา ต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นฐานในการทำงาน ถ้าใช้เงินซื้อบริการเพียงอย่างเดียว จะกลายเป็นการถูกบังคับด้วยเงิน ซึ่งไม่ยั่งยืน การจะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพยั่งยืน ต้องสร้างมิตรภาพร่วมกันในการทำงาน สปสช.ทำเรื่องสิทธิ หน่วยบริการทำเรื่องบริการ แล้วถ้าทั้ง 2 ส่วนนี้ เดินไปด้วยกันได้ดี ก็จะเกิดการยอมรับ เติมเต็มความคาดหวังของประชาชนได้” นพ.ศักดิ์ชัยกล่าว
•‘สิทธิ’ที่จับต้องได้ กินได้
อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ สิทธิของประชาชนที่จับต้องได้มากขึ้น จากในอดีตที่เวลาคนไข้ไปหาหมอ ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่กับหมอ เวลาหมอบอกว่าเป็นโรคนี้ก็ต้องเชื่อ บอกว่าจะต้องเสียเงินเท่านี้ คนไข้ก็เชื่อ ไม่เคยต่อรอง แต่ปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนไป ตัวประชาชนเองมีความรู้ในเรื่องสิทธิที่พึงมีพึงได้มากขึ้น จากเรื่องของการสงเคราะห์ในลักษณะหมอเป็นผู้ให้ ประชาชนเป็นผู้รับ ตอนนี้เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ต้อง
เท่าเทียมกัน เคารพซึ่งกันและกัน
อย่างไรก็ตาม ความเท่าเทียมกันนี้ ก็ต้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ตระหนักถึงสิทธิแล้วจะมาทะเลาะกัน สปสช.จึงได้ออกแบบกลไกลดข้อขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ทั้งการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นตามมาตรา 41 การมีกลไกศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพ เพื่อหาฉันทามติให้ทุกคนเข้าใจกัน ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้น ทั้ง 2 ฝ่ายหันหน้ามาเจรจากันมากขึ้น โรงพยาบาลยอมรับว่าตัวเองผิด ประชาชนก็มีคนกลางมาช่วยไกล่เกลี่ยให้เข้าใจมุมของโรงพยาบาลว่าทำงานหนัก มีมาตรา 41 มาไกล่เกลี่ย นี่คือ สิทธิที่กินได้ สัมผัสได้ ไม่ใช่สิทธิที่เขียนว่ามี แต่ประชาชนไม่เคยได้สัมผัส
“เราพยายามสร้างที่พึ่งของประชาชน เพราะประชาชนจะพูดกับประชาชนรู้เรื่อง เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราพยายามสร้างศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพมากๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ถ้าพัฒนาดีก็กลายเป็นหน่วย 50(5) แล้วศูนย์ประสานงานก็ไปเชื่อมกับท้องถิ่น ใช้งบจากท้องถิ่นในการเรียนรู้โครงการของ Health Literacy สามารถเชื่อมกับโรงพยาบาลได้ มีปัญหาเกิดขึ้น ก็นำข้อมูลมาคุยและแก้ปัญหาในพื้นที่” นพ.ศักดิ์ชัยกล่าว
•หลักประกันสุขภาพคือสมบัติของประเทศ
เมื่อมองไปถึงทิศทางในอนาคต นพ.ศักดิ์ชัยมองว่า ระบบหลักประกันสุขภาพจะอยู่คู่กับสังคมไทยไปอีกนาน ตอนนี้ระบบหลักประกันสุขภาพเป็นเหมือนสมบัติของประเทศไปแล้ว เพราะเป็นระบบที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ เป็นหน้าเป็นตา เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เหมือนเวลาที่ไทยมองญี่ปุ่นอย่างชื่นชม ต่อไปเมื่อมีประเทศอื่นมองมาที่ไทย ก็จะชื่นชมและนึกถึงระบบหลักประกันสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ยั่งยืน ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ในอนาคตระบบหลักประกันสุขภาพต้องมีการเปลี่ยนแปลง อาจกลายเป็นเรื่อง Social security เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตแทนที่จะเป็นเรื่องสาธารณสุขอย่างเดียว เป็นต้น
ส่วนทิศทางที่เป็นไปได้ในอนาคต นพ.ศักดิ์ชัยให้ความเห็นสอดคล้องกับเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ ว่า ระบบหลักประกันสุขภาพต่อไปจะเน้นพฤติกรรมมากกว่าเหตุผล ความหมายของประโยคนี้คือ มองความคาดหวังของประชาชนในมิติที่เป็นอารมณ์ ความรู้สึกมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา สปสช.ยึดติดในเรื่องวิชาการ หลักการ ทำให้ระบบมีความแข็งตัว ยกตัวอย่างเช่น ระบบปฐมภูมิ สปสช.บอกว่าระบบที่ดีต้องเป็นแบบนี้ หน่วยบริการมีหน้าที่ทำให้ระบบปฐมภูมิเป็นที่ยอมรับ แต่ในมุมของประชาชนบางคนก็ไม่ได้อยากใช้บริการ อยากข้ามไปรับบริการที่โรงพยาบาลเลย ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้าน แล้วปล่อยให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามีความต่างกันอย่างไร หรือเรื่องมะเร็งไปที่ไหนก็ได้ หรือเปลี่ยนหน่วยบริการไม่ต้องรอเกินสิทธิ 15 วัน ตอนแรกก็มีเสียงสะท้อนว่าทำไม่ได้ ทำแล้วจะมีปัญหาเรื่องการเงิน จะทำให้วินัยเสีย แต่เรื่องเหล่านี้ประชาชนได้ประโยชน์ ถ้าทำแล้วมีปัญหา สปสช.ก็ต้องมาแก้ไขในส่วนของตัวเอง อย่าไปยึดติดมากเกินไป แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างหลักวิชาการกับอารมณ์ความรู้สึกให้ดี
“เมื่อก่อนเราใช้ฐานวิชาการเกินไปว่าระบบควรเป็นแบบนี้ๆ ทำให้มันแข็งตัว อย่างเรื่องการจัดสรรเหมาจ่ายรายหัว หลังๆ มา เราก็เพิ่มตรงนั้นตรงนี้ให้ และในอนาคตจะมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำในลักษณะการสร้างความสะดวกสบาย ทำจนประชาชนรู้สึกว่าโรงพยาบาลไม่แออัด ไม่ได้ไปแล้วรู้สึกแบบสมัยก่อน ถ้าทำให้เกิดภาพแบบนั้นได้ นั่นคือจุดสำเร็จ” นพ.ศักดิ์ชัยกล่าว
อีกประเด็นที่มีความสำคัญ นั่นคือ ระบบบริการปฐมภูมิ เพราะเป็นฐานของระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีในอนาคต จะทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมลดลง และที่สำคัญคือ การทำงานกับภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ท้องถิ่นจะเป็นคำตอบในหลายๆ เรื่องในอนาคต รวมทั้งเรื่องการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน ทำอย่างไร ให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าของบริการเสริมกับของ สธ. อาจเป็นระบบบริการปฐมภูมิ โดยมีท้องถิ่นมาร่วมเพื่อทำให้เกิด Health Literacy ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ เป็นเรื่องที่กำลังอยู่ในระยะเริ่มต้น ขณะที่การทำงานกับภาคส่วนท้องถิ่นก็ต้องใช้เวลาในการวางรากฐานระยะยาว
ต้องฝากฝังให้เลขาธิการ สปสช.คนใหม่ สานต่อ ขับเคลื่อนการทำงานต่อไป

