สธ.ยังไม่ฟันธงฉีดวัคซีนเข็ม 3 ขอดูข้อมูลความปลอดภัยก่อน คาดอีก 3 สัปดาห์รู้ผล

สธ.ยังไม่ฟันธงฉีดวัคซีนเข็ม 3 ขอดูข้อมูลความปลอดภัยก่อน คาดอีก 3 สัปดาห์รู้ผล

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 เข็มที่ 3 ในกลุ่มบุคลาการทางการแพทย์ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ว่า สธ.เห็นเรื่องการดูแลความปลอดภัยของบุคลากรเป็นเรื่องสำคัญ โดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้วทั้ง 1 เข็ม และ 2 เข็ม ซึ่งในเรื่องการบูสเตอร์โดสนั้น ต้องพิจารณากรณีการกลายพันธุ์ด้วย ไม่เช่นนั้นบุคลากรก็จะติดเชื้อ และจะปฏิบัติงานไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาให้ดี ยิ่งวัคซีนที่จะมากระตุ้นก็ต้องพิจารณาถึงประสิทธิภาพเป็นสำคัญ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีบุคลากรหลายคนยังสงสัยว่าจะต้องฉีดกระตุ้นเข็ม 3 เว้นช่วงกี่เดือน นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังศึกษาข้อมูลอยู่ ซึ่งผลจะออกมาในเร็วๆนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเว้นระยะกี่เดือน รวมไปถึงข้อมูลของวัคซีนที่ควรนำมาใช้ คาดว่าจะทราบในอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์

“อย่างไรก็ตาม คนที่ฉีดเข็ม 2 ไป ก็ประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ในเร็วๆ นี้ ก็จะมีคำตอบแล้ว เพราะเราต้องดูความปลอดภัย ดูเรื่องประสิทธิภาพด้วย จึงต้องดูคำแนะนำของอาจารย์ต่างๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ ต้องขอบคุณน้องๆ ทุกคน เราเป็นบุคลากรทางการแพทย์ เราก็รบกับเชื้อโรค เพื่อช่วยคนเจ็บป่วย ซึ่งผมเข้าใจว่า การต่อสู้ไม่ว่าระยะสั้น หรือระยะยาว ก็มีความเหนื่อยล้า น้องๆ ที่อยู่หน้างานทุกคน ซึ่งผมก็ไปเยี่ยม และฝากผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่างๆ ให้กำลังใจ โดย สธ.ได้สนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือในการปกป้อง ทั้งชุด PPE หรือวัคซีน ซึ่งพยายามหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันบุคลากรทุกคน การทำงานตรงนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจที่บุคลากรทุกคนได้ร่วมกันช่วยเหลือประชาชน คนป่วย เรื่องนี้เป็นภาวะที่เหมือนสงคราม มาทุกด้าน พวกเราต้องร่วมด้วยช่วยกัน แต่ขณะเดียวกัน ก็อยากขอความร่วมมือประชาชนในการดูแลตัวเอง ลดการติดเชื้อ เพราะเมื่อป่วยมากขึ้น แต่บุคลากรเรายังเท่าเดิม ซึ่งคนที่ไปดูแลก็มีโอกาสติดเชื้อด้วย อีกทั้ง ยังมีภาวะความเครียด ถือว่าหนักหนา แต่ก็ยังต้องปฏิบัติงาน” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในส่วนการศึกษาข้อมูลวัคซีนที่จะมากระตุ้นเข็ม 3 นั้น ขณะนี้กำลังรอข้อมูลวิชาการอยู่ เพราะข้อมูลเปลี่ยนเร็วมาก จึงอยู่ระหว่างหาข้อมูลทางวิชาการมาสนับสนุน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon