“สธ.” ยันหาวัคซีนโควิด 100 ล้านโดส ปี’64 ได้ตามเป้า ถกไฟเซอร์ 20 ล. สำเร็จ พร้อมส่ง ต.ค.เป็นต้นไป
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงกรณีการนำเข้าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด mRNA จากบริษัท ไฟเซอร์ ว่า วันนี้ได้มีการลงนามในสัญญาจัดหาวัคซีน mRNA จำนวน 20 ล้านโดส ระหว่างกรมควบคุมโรค กับบริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย แล้ว ในสัญญาเป็นการทำงานร่วมกันมา โดยจะเป็นการจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส โดยกำหนดการตามแผนที่วางไว้ คือ ส่งมอบในไตรมาสที่ 4 และยังมีข่าวดีว่า สหรัฐอเมริกาจะส่งมอบวัคซีนไฟเซอร์ให้ประเทศไทยอีก 1.5 ล้านโดส เป็นการบริจาคจากรัฐบาลสหรัฐ โดยจะเข้ามาไทยปลายเดือนกรกฎาคมนี้ จากนั้น เมื่อเซ็นสัญญาแล้ว ก็จะมีการเจรจาจัดหาวัคซีนเพิ่ม สำหรับในปี 2565 ต่อไป
“ขณะนี้เรามีการลงนามในสัญญาซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าไปแล้ว 61 ล้านโดส และจัดหาวัคซีนซิโนแวค 19 ล้านโดส รวมทั้งจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ ยอดรวมที่มีการจองซื้อ มีสัญญาจะส่งมอบรวมประมาณ 100 ล้านโดส ภายในปี 2564 อย่างไรก็ตาม ความต้องการฉีดวัคซีนของพี่น้องประชาชนมีมาก สธ.จะดำเนินการจัดหามาเพิ่มต่อไป” นพ.โอภาส กล่าว
นพ.โอภาส กล่าวถึงการจัดหาวัคซีนแอสตร้าฯ 61 ล้านโดส ว่า การบอกจำนวนการส่งมอบในสัญญาไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เดือนนี้ส่งเท่าไร แต่จะเป็นการเจรจาเดือนต่อเดือน เนื่องจากเป็นวัคซีนใหม่ และความต้องการมีมาก แต่เบื้องต้นบริษัทแอสตร้าฯ แจ้งผ่านหลายช่องทางว่าจะสามารถจัดหาวัคซีนให้กับประเทศไทยประมาณเดือนละ 5-6 ล้านโดส
“ส่วนจะได้มากกว่าหรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับกำลังผลิต แต่เบื้องต้นจะมีวัคซีนส่งให้เรา 5-6 ล้านโดส ขณะที่ประเทศไทยเรากำหนดแผนฉีดวัคซีนเดือนต่อไปจะต้องฉีดให้ได้อย่างน้อยอีก 10 ล้านโดส จึงจำเป็นต้องมีการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม หลังจากมีการเจรจากับไฟเซอร์ รวมถึงมีการนำเข้าวัคซีนจากแหล่งต่างๆ เชื่อว่าปริมาณการฉีดประมาณ 10 ล้านโดสต่อเดือน พอจะให้เราดำเนินการในมาตรการรป้องกันโรคโควิด-19 ได้” นพ.โอภาส กล่าว
นอกจากนี้ นพ.โอภาส กล่าวว่า สำหรับประสิทธิผลของวัคซีนที่ใช้จริงนั้น ที่ผ่านมา ได้มีการศึกษาในกลุ่ม จ.ภูเก็ต จ.สมุทรสาคร จ.เชียงราย และกรมควบคุมโรคได้เก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลสุขภาพของประเทศ เกี่ยวกับการใช้วัคซีนซิโนแวค ในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ซึ่งพบว่า ขณะนั้นการใช้วัคซีนซิโนแวคเป็นช่วงที่โควิด-19 สายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ระบาด ส่วนหนึ่งที่ทำให้พบคือ ประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์อัลฟาได้
นพ.โอภาส กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ต่อมาพบว่า ประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อเริ่มลดลง เนื่องจากเชื้อมีการกลายพันธุ์เรียกว่า สายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) จึงเป็นที่มาของการปรับสูตรฉีดวัคซีนโควิด-19 ขณะนี้ มีการศึกษาหลายหน่วยงาน ทั้งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไบโอเทค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า หากเรานำซิโนแวคเข็ม 1 และจากนั้น 3-4 สัปดาห์ ใช้แอสตร้าฯ เข็ม 2 จะทำให้ประสิทธิภาพป้องกันโรค เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนแบบเดิม คือ ซิโนแวค 2 เข็ม สูงขึ้นหลายเท่า จึงเป็นที่มาของการปรับสูตร อีกทั้ง ยังทำให้การฉีดวัคซีนครอบคลุมรวดเร็ว จากเดิมแอสตร้าฯ 2 เข็ม ต้องห่างกัน 12 สัปดาห์ แต่หากปรับสูตรใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ ก็จะรองรับสถานการณ์การระบาดได้ดียิ่งขึ้น

