สปสช.หนุน‘คลินิก’ จัดบริการ HI-CI ผู้ติดเชื้อโควิด ดูแล 14 วัน จ่าย 15,400 บาท/เคส

30.08.21 | 18:08 น.

ระบบ การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019หรือ โควิด-19 ที่บ้าน (Home isolation : HI)และ การดูแลรักษาในชุมชน (Community isolation: CI) ถือเป็นแนวทางหลักในการจัดบริการของประเทศไทยในขณะนี้ อันเป็นผลมาจากตัวเลขผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสถานบริการไม่เพียงพอต่อความต้องการ

แม้ว่าระบบ HI-CI จะกระจายครอบคลุมทั่วทั้งประเทศแล้ว หากแต่ทุกวันนี้ก็ยังปรากฏปัญหาระหว่างทางเป็นจำนวนมาก อาทิ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต้องชักชวน “คลินิกเอกชน” เข้ามาร่วมดูแลผู้ป่วย HI เนื่องจากโรงพยาบาล-ศูนย์บริการสาธารณสุข กำลังประสบภาวะหลังแอ่นจากเวิร์กโหลด (workload)

หรือแม้แต่ความล่าช้าในการประสานงานกับผู้ป่วยรอเตียง และปัญหาการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วย ซึ่งยังมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากเหมือนในช่วงแรกแล้ว

“โควิด-19 เป็นโรคติดต่อร้ายแรง รัฐมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโดยไม่คิดมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นบริการใด” คือ คำยืนยันอย่างชัดถ้อยชัดคำจาก นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช.

Advertisement

ในที่นี้รวมถึงการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท (Antigen Test Kit : ATK) ซึ่งขณะนี้ สปสช.อยู่ระหว่างรอให้กระบวนการจัดซื้อแล้วเสร็จ จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการกระจายให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในล็อตแรกราว 8.5 ล้านชุด

นพ.จเด็จไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการจัดระบบ HI-CI และการสนับสนุนงบประมาณในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า ปัจจุบันระบบบริการดีขึ้นมากแล้ว โดยผู้ป่วยทุกรายที่เข้าสู่ระบบ HI แล้ว ก็จะมีคลินิกหรือศูนย์บริการสาธารณสุขเข้ามารับเคสเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแล จากนั้นก็จะมีบุคลากรทางการแพทย์โทรศัพท์-วิดีโอคอลไปสอบถามอาการอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง พร้อมกันนี้จะได้รับการสนับสนุนอาหารวันละ 3 มื้อ ได้รับอุปกรณ์การแพทย์ 2 ชนิด ได้แก่ ปรอทวัดไข้ และเครื่องวัดระดับออกซิเจนในเลือดแบบปลายนิ้ว ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันก็จะมีการให้ยาเร็วขึ้น ทั้งยาฟ้าทะลายโจร และยาฟาวิพิราเวียร์ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ผู้ป่วยในระบบ HI ทุกคนต้องได้รับ ทว่าข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบคือ พบว่าผู้ป่วยหลายรายไม่ได้รับอุปกรณ์ เพราะอุปกรณ์ขาดตลาด ขณะนี้จึงมีการอนุญาตให้ใช้วิธีการ “Reuse” หรือนำอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยนำมาคืนมาทำความสะอาด และนำกลับมาใช้ใหม่

“กรณีการรียูสอุปกรณ์ สปสช.จะไม่จ่ายให้ เราจะจ่ายเฉพาะอุปกรณ์ที่ซื้อใหม่เท่านั้น ส่วนการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์กับอาหาร 3 มื้อ นั้น สปสช.ตรวจสอบก่อนเบิกจ่ายทุกกรณี ถ้าพบว่าไม่มีอาหารก็จะตัดเงินสนับสนุนในส่วนนี้ออกไป นั่นหมายความว่าโรงพยาบาลหรือคลินิกก็จะไม่ได้เงินในส่วนนั้น” เลขาธิการ สปสช.ระบุ

นพ.จเด็จยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในอดีต สปสช. ตรวจพบการเบิกจ่ายผิดปกติของคลินิกชุมชนอบอุ่น นั่นเป็นเพราะ สปสช.มีการจ่ายเงินไปก่อน แล้วค่อยตามไปตรวจ ดังนั้น ปัจจุบัน สปสช.ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินใหม่ โดยให้ตรวจก่อนแล้วจ่ายทีหลัง แต่การจ่ายทีหลังนี้ต้องจ่ายอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่หน่วยบริการนั่นจึงเป็นเรื่องที่ยากกว่าเดิม 2 เท่า

นพ.จเด็จกล่าวว่า แน่นอนว่าบางครั้งโรงพยาบาลอาจมีข้อจำกัดและให้บริการได้ไม่ครบ ฉะนั้น วิธีการตรวจสอบรายการการให้บริการใน HI นั้น สปสช.จะใช้“ระบบยืนยันตัวตน” (Authentication Code) คือ โรงพยาบาลจะต้องทำการพิสูจน์ตัวตน เพื่อยืนยันว่ามีผู้ป่วยเข้ารับบริการจริง ต้องเชื่อมผู้ป่วยกับโรงพยาบาล ต้องรู้เลขบัตรประชาชนผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูป หรือการสแกนคิวอาร์ โค้ด (QR code) หากไม่เกิดกรณีนี้ สปสช.จะไม่จ่าย นอกจากนี้ สปสช.จะโทรศัพท์สอบถามผู้ป่วยด้วย หากผู้ป่วยระบุว่าไม่ได้รับบริการ สปสช.ก็จะตัดเป็นรายการไป เช่น ถ้าไม่ได้รับอุปกรณ์ จะไม่มีการจ่ายค่าอุปกรณ์ ถ้าผู้ป่วยได้รับอาหาร 5 วันก็จะจ่ายค่าอาหารให้สำหรับ 5 วัน แต่กรณีที่โรงพยาบาลระบุว่า ผู้ป่วยตอบไม่ตรงกับการจัดบริการจริง ก็ต้องนำหลักฐานเพื่อยื่นอุทธรณ์

“การจ่ายเงินหลังให้บริการก็จะทำให้คลินิกส่วนหนึ่งร้องเรียนว่า ทำให้คลินิกไม่มีเงินหมุน ซึ่งเราได้กำหนดกติการ่วมกันว่า สปสช.จะมีการเหมาจ่ายเบื้องต้นก่อน เป็นจำนวนเงิน 3,000 บาท ถ้าพิสูจน์ได้ว่าให้บริการผู้ป่วยจริง” นพ.จเด็จระบุ

ทั้งนี้ เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า หากพิจารณาจากรายการเบิกจ่าย จะพบว่าการจ่าย 1,000 บาทต่อวันต่อคน เป็นเวลา 14 วัน ก็จะเท่ากับ 1.4 หมื่นบาทค่าอุปกรณ์อีก 1,100 บาท ก็จะเป็น 15,100 บาท รวมถึงค่ายาฟ้าทะลายโจรอีก 300 บาท จะเป็น 15,400 บาท ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์ สามารถเบิกจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ จึงจะไม่มีการเรียกเก็บจาก สปสช.

“ดังนั้น ถ้าให้บริการดูแลผู้ป่วย HI เต็มที่ 14 วัน หน่วยบริการก็จะได้เงินสูงสุด 15,400 บาท ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนวันที่ให้บริการ บางครั้งเป็นผู้ป่วยที่อยู่โรงพยาบาลมาแล้ว 10 วัน กลับมาเข้าระบบ HI ต่ออีก 4 วัน สปสช.ก็จะจ่ายเพียง 4 วัน” นพ.จเด็จย้ำชัด

นพ.จเด็จให้ข้อมูลอีกว่า ในกรณีที่ตรวจโควิด-19แล้วพบผลเป็นบวก (ติดเชื้อ) ไม่ว่าจะตรวจด้วยตนเองจากชุดเอทีเค ที่ซื้อตามร้านขายยา หรือการตรวจด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ที่จุดคัดกรองหรือโรงพยาบาล ก็สามารถติดต่อศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือคลินิกชุมชนอบอุ่นที่เคยเข้ารับบริการได้ว่า มีบริการ HI หรือไม่

ขณะเดียวกัน หากไม่รู้ หรือไม่เคยเข้ารับบริการมาก่อน ผู้ป่วยสามารถติดต่อได้ที่สายด่วน สปสช. 1330 กด 14 หรือเข้าเว็บไซต์ https://crmsup.nhso.go.th/#TicketHI รวมไปถึงไลน์แอพพลิเคชั่น @nhso เพื่อกรอกข้อมูลสำหรับหาเตียง

“ข้อมูลทุกระบบในขณะนี้จะเข้าไปสู่ถังข้อมูลของ สปสช. โดยจะมีการนำรายชื่อผู้ป่วยตรวจสอบ และผูกเข้ากับคลินิก หรือศูนย์บริการใกล้บ้านผู้ป่วยที่รอรับอยู่ ฉะนั้นผู้ป่วยสามารถเข้าเว็บไซต์ เพื่อตรวจสอบสถานะของตนเองได้ ส่วนวิธีเข้าสู่ระบบ HI และ CI หลักๆ ในขณะนี้คือ ผ่านสายด่วน 1330 กด 14 และหน่วยบริการ (โรงพยาบาล/คลินิก/ศูนย์บริการสาธารณสุข) ใกล้บ้าน แม้คิวจะลดลงแต่ก็ยังมีคิวอยู่ ซึ่งจะมีการตรวจสอบทุกเย็นของวันว่า มีผู้ป่วยรายใดยังไม่ได้รับบริการบ้าง และจะมีการติดต่อกลับเพื่อสอบถามอาการ ถ้าเริ่มมีอาการก็จะส่งยาไปให้ก่อนในระหว่างรอคลินิก อันนี้คือระบบที่เรากำลังวางอยู่ตอนนี้” นพ.จเด็จระบุ