คสช.เห็นชอบหลักเกณฑ์ HIA ฉบับที่ 3 ยันเป็นเครื่องมือส่วนการมีส่วนร่วมรัฐ-เอกชน-ปชช.

คสช.เห็นชอบหลักเกณฑ์ HIA ฉบับที่ 3 ยันเป็นเครื่องมือส่วนการมีส่วนร่วมรัฐ-เอกชน-ปชช.

เมื่อวันที่ 13 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 5/2564 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. ในฐานะประธาน คสช. เป็นประธาน มีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ (HIA) ฉบับที่ 3 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางวิชาการสำหรับคลี่คลายความขัดแย้งและลดปัญหาการเผชิญหน้า ที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายหรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชนก่อนลงมือทำ

นายอนุทิน เปิดเผยว่า การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ เป็นเครื่องมือสำคัญภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่าง 2 ความต้องการ นั่นคือความต้องการการพัฒนาและความต้องการปกปักรักษาฐานทรัพยากรด้วยสิทธิชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า พื้นที่ใดที่มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เข้าไปก็มักจะเกิดความเห็นต่างและอาจพัฒนาเป็นความขัดแย้งและการเผชิญหน้ากันในพื้นที่ ทำให้หลายโครงการจะเดินหน้าก็ไม่สะดวก จะถอยหลังก็อาจเกิดความเสียหายได้ แต่ถ้าทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและมีเครื่องมือทางวิชาการมาประเมินผลกระทบและมีข้อเสนอการป้องกัน การเพิ่มทางเลือก หรือการชดเชยความเสียหายที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ก่อนลงมือทำ ก็ย่อมดีกว่าการเผชิญหน้า

“สำหรับ HIA ถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยหาทางออกร่วมกัน โดยใช้ข้อเท็จจริงทางวิชาการเป็นตัวตั้ง และมุ่งหมายที่จะชักชวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3 ภาคส่วน ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ 2. ผู้ได้รับผลกระทบที่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในพื้นที่ 3. ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์หรือภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามาพูดคุยกันบนฐานข้อมูลทางวิชาการภายใต้กระบวนการการมีส่วนร่วม เพื่อสกัดออกมาเป็นข้อเสนอหรือแนวทางการพัฒนาหลายๆ ทาง ซึ่งทั้ง 3 ภาคส่วนยอมรับร่วมกัน” นายอนุทิน กล่าว

นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ คสช. กล่าวว่า ในอดีตประเทศไทยเคยมีหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบ มาแล้ว 2 ฉบับ แต่พบว่ายังมีข้อจำกัดเรื่องการบังคับใช้และการเป็นที่ยอมรับ คสช. ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 25 (5) พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 จึงได้ถอดบทเรียนและปรับปรุงเนื้อหาใหม่ นำมาสู่การจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกระทบฯ HIA ฉบับที่ 3 ที่มีจุดแข็งคือ เป็นไปในลักษณะคล้าย “คำสั่งทางปกครอง” ที่เน้นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยบังคับใช้ร่วมกับกฎหมายฉบับอื่นๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“ในอดีตมีผู้ที่เข้าใจผิดหรือมีทัศนคติที่คลาดเคลื่อนว่า HIA เป็นเครื่องมือที่จะชะลอการพัฒนา แต่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม จากประสบการณ์ของประเทศที่พัฒนาแล้วและของไทยต่างแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือนี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้การพัฒนาเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่สะดุด เพราะทุกฝ่ายมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก นับเป็นการพัฒนาบนแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน” นพ.ชูชัย กล่าว

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการ คสช. กล่าวว่า การใช้ HIA ให้สัมฤทธิ์ผล ประการแรกคือเครื่องมือต้องมีความเป็นกลางและสอดคล้องกับความเป็นจริง ประการถัดมาคือ ต้องมีสถาบันวิชาการและกำลังคนสำหรับดำเนินการในระดับพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ สช. ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายสถาบันวิชาการ (HIA Consortium) โดยขยายการมีส่วนร่วมไปยังเครือข่ายสถาบันการศึกษาทั่วประเทศเพื่อผลิตความรู้ทางวิชาการและพัฒนากำลังคนมาช่วยทำงานด้านนี้เป็นการเฉพาะแล้ว และได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ ม.เชียงใหม่, ม.นเรศวร, ม.มหิดล, ม.ขอนแก่น, ม.บูรพา, ม.สงขลาฯ ฯลฯ และหากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น จะมีการร่วมจัดเวทีวิชาการระดับชาติ (HIA Forum) ด้วย

“HIA จะเป็นเครื่องมือทางวิชาการสนับสนุนการดำเนินนโยบายหรือโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชน หรือโครงการย่อยในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เกิดและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่ ลดการเผชิญหน้า เกิดเป็นความสมดุลระหว่างการพัฒนากับการคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างยั่งยืน” เลขาธิการ คสช. กล่าว

วันเดียวกัน ที่ประชุม คสช. ยังได้รับทราบมติสมัชชาผู้สูงอายุระดับชาติ จำนวน 2 มติ ประกอบด้วย 1. การเสริมทักษะอาชีพใหม่หรืออาชีพทางเลือกและรายได้ของผู้สูงอายุในยุคโควิด-19 ซึ่งมุ่งเน้นการออกแบบระบบในการพัฒนาทักษะของผู้สูงอายุ และสร้างงานที่มีคุณค่าในสถานการณ์ที่มีการพลิกโฉมทางเทคโนโลยี (Technological disruption) 2. การเข้าถึงบริการสุขภาพและสังคมอย่างบูรณาการและมีคุณภาพ ที่มุ่งเน้นการบูรณาการบริการสังคมและสุขภาพในระดับนโยบายและบริหาร และระดับคลินิก พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้ง นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ 15-16 ที่จะมีขึ้นในปี 2565-2566 ด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สงขลาวิกฤต เตียงผู้ป่วยแดง-เหลืองจ่อเต็ม หลังติดเชื้อพุ่ง คาด ก.ย.ป่วยวันละ 200-300 คน
บทความถัดไปเจเจ กฤษณภูมิ ยุติการเป็นศิลปินสังกัดนาดาว มิวสิค หวังแฟนคลับเข้าใจ