อนุทิน เซ็นประกาศหลักเกณฑ์กองทุนบัตรทอง ปี’65 มีผลบังคับใช้ 1 ต.ค. 64 เป็นต้นไป

อนุทิน เซ็นประกาศหลักเกณฑ์กองทุนบัตรทอง ปี’65 มีผลบังคับใช้ 1 ต.ค. 64 เป็นต้นไป

วันนี้ (29 กันยายน 2564) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้ลงนามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ.2565 และ หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการรับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขหน่วยบริการ พ.ศ. 2564 แล้ว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (กองทุนบัตรทอง) สำหรับประชาชนผู้มีสิทธิในปีงบประมาณ 2565

นพ.จเด็จ กล่าวว่า สำหรับประกาศดังกล่าว ครอบคลุมค่าบริการภายใต้กองทุนบัตรทองจำนวน 11 รายการ ดังนี้ 1.บริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว จำนวน 158,294.42 ล้านบาท 2.บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 3,768.11 ล้านบาท 3.บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 9,731.34 ล้านบาท 4.บริการควบคุม ป้องกัน และรักษาโรคเรื้อรัง จำนวน 1,154.78 ล้านบาท 5.ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,498.29 ล้านบาท

6.ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน จำนวน 990.11 ล้านบาท 7.ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับการบริการระดับปฐมภูมิ จำนวน 319.28 ล้านบาท 8.ค่าบริการสาธารณสุขร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 2,769.93 ล้านบาท 9.ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับบริการกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 825.08 ล้านบาท 10.เงินช่วยเหลือเบื้องต้นผู้รับบริการและผู้ให้บริการ จำนวน 283.03 ล้านบาท 11.ค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและปเองกันโรค จำนวน 19,265.42 ล้านบาท

ทั้งนี้ รวมงบประมาณค่าบริการ 11 ราย เป็นงบประมาณจำนวน 198,891.79 ล้านบาท เมื่อหักค่าแรงหน่วยบริการของรัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 58,341.59 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เข้าสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ไม่รวมเงินเดือนหน่วยบริการของรัฐ) จำนวน 140,550.19 ล้านบาท

นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า ในส่วนของค่าบริการสาธารณสุขสำหรับบริการกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นอกจากงบประมาณตามรายการข้างต้นนี้ ตามประกาศให้ใช้จ่ายจากเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่อาจเพิ่มเติมจากรายการ รายได้สูง (ต่ำ) กว่าค่าใช้จ่ายสะสม และงบประมาณตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา พ.ศ.2563 ที่จะได้รับ หรืองบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปีงบประมาณ 2565 ที่จะได้รับ

“ประกาศฉบับนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่ง สปสช.ได้จัดสรรและโอนงบประมาณส่วนหนึ่งไปยังหน่วยบริการระบบบัตรทองแล้ว เพื่อให้บริการผู้มีสิทธิบัตรทองภายใต้สิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เกิดการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำเป็นและมีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม ตามนโยบายของรัฐบาลและประธานบอร์ด สปสช. ที่ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพคนไทยทุกคน” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ผู้การสุชาติ’ เผย พรรคใหม่ ‘ปลัดฉิ่ง’ ขนาดใหญ่-หัวหน้า-ผู้บริหารขายได้ ยันไม่ใช่พรรคถ่วงดุล พปชร.
บทความถัดไปกรมชลประทานปรับเพิ่มน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เหตุน้ำเหนือยังมาอย่างต่อเนื่อง