จิตแพทย์เด็ก ชี้พฤติกรรมสัมผัสจุดอ่อนไหว ‘ก้น-แก้ม’ เข้าข่ายล่วงละเมิดเด็ก แนะผู้ปกครองสอนให้หวงตัว

จิตแพทย์เด็ก ชี้พฤติกรรมสัมผัสจุดอ่อนไหว ‘ก้น-แก้ม’ เข้าข่ายล่วงละเมิดเด็ก ส่อสร้างความเข้าใจผิด แนะผู้ปกครองสอนให้หวงตัว

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชครินทร์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กล่าวกรณีกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของหนึ่ง จักรวาล ที่แสดงความรักต่อลูกสาวโดยการสัมผัสจุดต่างๆ ของร่างกายลูกในลักษณะเกินเลย ว่า การให้ความรักความอบอุ่นในครอบครัวเป็นเรื่องดีและถูกต้อง แต่การแสดงความรักมีรูปแบบต่างกันในแต่ละครอบครัว คำถามคือ ขอบเขตแบบไหนที่จะไม่เข้าเกณฑ์การละเมิดสิทธิเด็ก ซึ่งตรงนี้คิดยาก แต่ปกติแล้วเด็กจะต้องถูกสอนให้รู้จักขอบเขคร่างกายตัวเอง ดังนั้น สิ่งที่ควรสื่อให้ชัดคือความรักของพ่อที่มีต่อลูกเป็นสิ่งถูกต้อง แต่วิธีการที่กระทำต่อลูกอาจทำให้ขอบเขตของการรักษาสิทธิเด็กเบลอ ซึ่งจะทำให้เด็กสับสนว่า การที่พ่อแม่รักจึงกระทำแบบนี้ หากคนอื่นรักก็ทำแบบนี้ได้เช่นกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ต่างจากการสัมผัสร่างกายของเด็กในกรณีที่เด็กยังช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันไม่ได้ เช่น การล้างก้น แต่งตัว อาบน้ำ

“เด็กจะไม่รับรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไป ไม่ควรกระทำกับเขา จะกลายเป็นว่าเขารับรู้ว่าสิ่งนี้คนอื่นก็สามารถทำได้ แล้วแสดงแค่ไหนถึงจะดี ต้องคิดกลับว่าหากมีคนแปลกหน้ามาทำแบบนี้กับลูก เราโอเคหรือไม่ ซึ่งหากเราไม่โอเค แต่ลูกไม่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่โอเค เขาจะปกป้องตัวเองอย่างไร” พญ.ดุษฎี กล่าวและว่า ต้องเน้นย้ำเด็กให้รู้จักระหว่างความรักกับการสัมผัสว่า 2 สิ่งนี้เป็นคนละเรื่องกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

พญ.ดุษฎี กล่าวว่า ความรักกับขอบเขตในร่างกายของเด็กต้องมาด้วยกัน ซึ่งต้องเริ่มสอนตั้งแต่เด็กเริ่มพูดรู้เรื่อง หรือ 1 ขวบปีขึ้นไป คำแนะนำสำหรับเด็ก ผู้ปกครองต้องสอนให้เด็กรู้จักขอบเขตของร่างกาย เป็นสิทธิของตัวเองที่จะปฏิเสธไม่ให้คนอื่นมาสัมผัสร่างกาย โดยเฉพาะพื้นที่อ่อนไหว คือ หน้าอก บั้นท้าย อวัยวะเพศ และแก้ม ต้องสอนให้รู้ว่าไม่ใช่จะให้ใครมาจับได้ เพราะจะนำมาสู่การล่วงละเมิดทางเพศได้ มีความเสี่ยงว่าคนที่มาจับในส่วนนี้ไม่มีเจตนาดีกับเด็ก ขณะเดียวกัน การเลี้ยงดูก่อนจะสอนให้เด็กรู้จักป้องกันอวัยวะได้ ต้องสอนให้รู้จักอวัยะก่อน เช่น กิจกรรมที่พ่อแม่เล่นกับลูก สอนให้รู้จักหู ตา จมูก แก้ม แขนขา รวมถึงอวัยะเพศ ซึ่งต้องสอนเด็กว่าส่วนนี้แม่จับได้หรือไม่ หากจับไม่ได้ ก็ต้องป้องกันไม่ให้คนอื่นมาจับเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีผู้ที่เข้าไปคอมเม้นต์กับกรณีดังกล่าวว่าหากเกิดขึ้นในต่างประเทศเท่ากับเป็นการล่วงละเมิดเด็ก ซึ่งผิดกฎหมายมีโทษค่อนข้างรุนแรง สำหรับประเทศไทยมีกฎหมายอย่างไรบ้าง พญ.ดุษฎี กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะถือเป็นการล่วงละเมิดเด็กได้ ตามกฎหมายของประเทศไทย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ที่จะดูแลปกป้องให้เด็กทุกคนได้รับการพัฒนาเพื่อเติบโตอย่างมีความสุขตามศักยภาพของตนเอง ตามพ.ร.บ.วางไว้ 2 หลักการคือ 1.ตัวของเด็ก 2.พฤติการณ์ที่กระทำเป็นไปในแนวทางละเมิดเสรีภาพของเด็กหรือไม่ ซึ่งกรณีดังกล่าวโดยเจตนาของพ่อแม่อาจไม่ได้แย่ แต่พฤติการณ์ไม่ได้ ไม่เหมาะสม ส่วนพฤติการณ์ที่เข้าข่าย เช่น เด็กเป็นทุกข์กับสิ่งนั้น มีการคุกคามเสรีทางร่างกายและจิตใจเด็ก ประเด็นนี้อธิบายได้จากหลายครั้งที่การล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ถูกแต่งตัว(สร้างความเข้าใจ)ให้เหมือนว่าไม่ใช่การล่วงละเมิด(Child Grooming) เช่น พ่อบอกลูกว่าพ่อรักจึงทำแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วพ่อกำลังข่มขืนลูก(rape) ซึ่งทำให้เด็กตกเป็นเหยื่อ(Victims) ได้

“สิ่งที่จะต้องฝากพ่อแม่ที่เลีย้งลูกคือ การให้ความรักกับเด็กเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่สม่ำเสมอ แต่ขณะเดียวกันต้องอยู่บนพื้นฐานของการสอนให้เด็กรู้จักขอบเขตในการดูแลร่างกายตัวเอง เพราะจะเป็นความปลอดภัยให้เด็กในอนาคตที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว ลูกจะต้องดูแลตัวเองให้ปลอดภัยได้” พญ.ดุษฎี กล่าว

เมื่อถามกรณีข่าวที่เกิดอาจส่งผลกระทบต่อเด็ก หรือเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกัน ที่อาจจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์สังคม ผู้ปกครองจะต้องทำความเข้าใจกับเด็กอย่างไร พญ.ดุษฏี กล่าวว่า คำแนะนำสำหรับเด็กและครอบครัวคือ เลี่ยงการเสพข่าวในเด็ก ยังไม่ควรให้เด็กรับรู้ข่าวหรือความเห็นของสังคมในตอนนี้ที่มีทั้งบวกและลบต่อครอบครัวหรือเด็กเอง เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวต้องแข็งแรง ลดการตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม เพื่อให้สถานการณ์สงบที่สุดสำหรับเด็ก ส่วนในวันที่เด็กไปโรงเรียน ต้องคาดการณ์กันถึงปฏิกิริยาของเพื่อนที่มีต่อเด็กเป็นอย่างไร ซึ่งครูประจำชั้นสามารถช่วยดูแลเด็กได้ สังเกตว่าเกิดปฏิกิริยาอะไรบ้าง เด็กถูกรังแกล้งหรือล้อเลียนหรือไม่ รวมถึงสังเกตอาการของเด็กว่าผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่ แต่ไม่แนะนำให้ปฏิบัติกับเด็กมากกว่าปกติ

“หากเด็กไม่ได้เสพสื่อ ก็จะไม่เกิดความระแวงในครอบครัว รวมถึงความสัมพันธ์เดิมที่ครอบครัวอบอุ่นดีอยู่แล้ว ก็จะช่วยให้ความไม่ไว้วางใจหรือไม่ศรัทธาก็จะเกิดยากกว่า ขณะนี้สังคมกำลังช่วยสะท้อนอุณหภูมิสังคมว่า ยังไม่เหมาะสม ครอบครัวต้องประคองกัน ทุกคนเคยผิดพลาด แต่สิ่งที่เราจะช่วยกัน นอกจากสะท้อนแล้ว ก็ต้องให้พื้นที่เขาฟื้นขึ้นมา ลุกขึ้นมาดูแลลูกให้แข็งแรง ให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะกับเด็ก มากกว่าการรุมกระหน่ำซ้ำเติม ต้องให้โอกาสให้พื้นที่เขาเปลี่ยนแปลงปรับให้เหมาะสมกับเด็ก” พญ.ดุษฏี กล่าว

ด้าน นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวถึงกรณีการแสดงความรักในครอบครัว ระหว่างพ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย ว่า การแสดงความรักถึงแม้จะเป็นคนในครอบครัว พ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชายก็ตาม จะต้องเข้าใจว่าปัจจุบันมี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอยู่ ดังนั้นการแสดงความรักของคนในครอบครัวเดียวกันนั้น ถ้าคนเข้าใจเรื่องสิทธิเด็ก การแสดงความรักโดยการจับอวัยวะในจุดหวงห้ามนั้นไม่สามารถทำได้ ถือว่าจะเป็นการละเมิดได้ นอกจากนี้ กรณีการแสดงความรักเช่นนี้อาจจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก หากไม่มีการบ่มเพาะหรือฝึกทักษะเขาในเรื่องนี้อาจจะไม่รู้ หรือไม่เข้าใจว่าลักษณะเช่นนี้ถือเป็นการละเมิด ดังนั้นต้องฝึกให้เขารู้ว่าการแตะต้องเนื้อตัว อวัยวะส่วนสงวนเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้ผู้อื่นแตะต้อง เป็นต้น ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เด็กมีโอกาสถูกคุกคาม ถูกละเมิดโดยบุคคลอื่นๆ นอกบ้านได้ เช่น ที่โรงเรียน แม้แต่ที่วัดก็เคยมีกรณีการละเมิดเด็กเกิดขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก สังคมไม่ควรนิ่งเฉย

นายจะเด็จ กล่าวว่า ทั้งนี้ กรณีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีชื่อเสียง อาจจะส่งผลกระทบต่อเด็กมากขึ้น ก็ต้องบอกว่า เราไม่ได้จะไปตีตรา หรือประจานครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่ให้เป็นบทเรียนให้สังได้เรียนรู้ร่วมกันว่าเพราะว่ามีกฎหมายออกมาคุ้มครองเด็กอยู่ อย่ามองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเป็นรูปแบบการแสดงความรักในครอบครัว ซึ่งเราจะเห็นในต่างประเทศ หากเป็นเช่นนี้เขาจะแยกครอบครัวออกมาแล้ว ในส่วนของประเทศไทย กรณีที่เป็นข่าวล่าสุด ซึ่งพ่อเขาระบุว่าจะไม่ทำแล้ว ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี และไม่ว่าเคสนี้หรือเคสไหน สิ่งที่ต้องแก้คืออาจจะมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปดูแล พูดคุย เพื่อหาทางออกให้กับครอบครัวนี้ด้วย เพราะอาจจะมีปัญหาซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว เช่นความคิด ความรู้สึก กรณีที่แม่ออกมาปกป้องนั้นอาจจะทำให้เด็กถูกละเมิดมากขึ้น อันตรายขึ้น เพราะเคสที่มูลนิธิเจอนั้นก็เริ่มจากการคุกคามก่อน แล้วปัญหานำไปสู่การละเมิดทางเพศ ซึ่งจะยิ่งทำให้เด็กได้รับปลกระทบและบอบช้ำมากกว่านี้

“การแสดงความรัก กับการคุกคาม ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การเลี้ยงลูกไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย โอกาสละเมิดนั้นมีสูง พ่อ แม่ต้องรู้ว่ามีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กอยู่ ต้องรู้ว่าเลี้ยงลูกจุดไหนที่ต้องดูแล จุดไหนคือขอบเขตการแสดงความรัก กรณีการล้วง การจับอวัยวะหวงห้ามของเด็กนั้นทำไมได้ หากเป็นเด็กเล็กที่ดูแลตัวเองไม่ได้ แล้วเราต้องช่วยดูแลความสะอาดให้เขาอันนั้นไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเด็กโตสามารถดูแลตรงนี้เองได้แล้ว ก็ไม่ควรทำ แม้กระทั่งการหอมแก้ม หากเด็กรู้สึกอึดอัดก็ถือว่าไม่ควรทำ ต้องเข้าใจว่าเราไม่ใช่เจ้าของลูก แต่มีสิทธิความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน” นายจะเด็จ กล่าว

นายจะเด็จ กล่าว กล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยก็ยังมีปัญหาเรื่องการละเมิดในครอบครัวอยู่มาก โดยทางมูลนิธิฯ ได้มีการเก็บสถิติพบว่ามีกรณีพ่อข่มขืนลูก หรือละเมิดทางเพศลูกเยอะ รวมถึงการละเมิดทางเพศต่อเด็กโดยคนใกล้ชิด คนในครอบครัวเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ดังนั้นสังคมต้องตระหนักเรื่องนี้ให้มากขึ้น สังคมจะมองว่าเป็นเรื่องในครอบครัวไม่ได้ เพราะจะเห็นว่าสถิติการข่มขืนเพิ่มขึ้นจริงๆ โดยโดยเฉพาะเด็กเล็ก ดังนั้นกรณีอย่างนี้เป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ต้องฝากสังคมว่าไม่ควรนิ่งเฉยต่อความรุนแรง การละเมิดในครอบครัว แต่ก็ไม่ควรเปิดเผย ส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวเด็กด้วยเพราะจะทำให้เกิดผลกระทบกับเด็กโดยตรง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon