‘อนุทิน’ แจงปมหมอไล่คนไข้กลับบ้าน ต้องฟัง 2 ฝ่าย ชี้ขิงก็ราข่าก็แรง

2.11.21 | 13:23 น.

“อนุทิน” แจงปมหมอไล่คนไข้กลับบ้าน ต้องฟัง 2 ฝ่าย ชี้ขิงก็ราข่าก็แรง

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเผยแพร่คลิปแพทย์เดือดต่อว่าคนไข้เคสไม่ฉุกเฉินให้กลับบ้านบนดอย จนเกิดกระแสตำหนิแพทย์ ว่า ต้องฟังทั้งสองฝ่าย


“อาจขิงก็ราข่าก็แรง ต้องลดกันหน่อย แต่ผมกำชับแล้วว่า พวกเราเป็นผู้ให้บริการประชาชน เราต้องมีความอดทนให้สูง ประชาชนเวลาเจ็บป่วย เดือดร้อน มีความเครียด กังวล เขาอาจแสดงท่าทีอะไรที่ไม่พอใจ เราต้องรับสภาพนั้นให้ได้ แต่ที่สำคัญ ต้องไม่ปฏิเสธการรักษาพยาบาล คงไม่ได้หาคนผิด หรือลงโทษอะไร เพราะวันนี้ แพทย์ทุกคนก็ต้องการกำลังใจ ไม่อยากให้เครียดกว่านี้ ได้กำชับผู้ตรวจราชการ สธ. เขตสุขภาพที่ 1 ที่ดูแล จ.เชียงใหม่ ช่วยอธิบายให้เข้าใจ ผมคิดว่าทุกคนเข้าใจดี” นายอนุทินกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อกังวลผลกระทบการบริการสุขภาพ หากมีการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จะส่งผลต่อการบริการปฐมภูมิหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องพยายามให้สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น โดย สธ. ต้องมีการเตรียมความพร้อม

“จริงๆ ไม่อยากให้ไปหรอก แต่เมื่อเป็นกฎหมายว่าแบบนี้ ถ้าจะไปก็ขอให้มีความพร้อมก่อน เพราะถ้าเราคิดแบบเห็นแก่ตัว การถ่ายโอนไปก็เท่ากับลดค่าใช้จ่าย ลดจำนวนบุคลากร ซึ่งเราจะได้ตัวเบาขึ้น แต่เราไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะสิ่งสำคัญที่เราเป็นห่วง คือ การให้บริการตามมาตรฐานว่ามีปัญหาหรือเปล่า แต่ก่อนการโยกย้าย ถ่ายโอนไปต้องขอให้มีการเชื่อมต่อกัน เพื่อให้ไม่มีปัญหาใดๆ ในเรื่องของการปฎิบัติ ต้องพร้อมจริงๆ เพื่อให้ไปแล้วการทำงานต้องไร้รอยต่อ” นายอนุทินกล่าว

Advertisement

เมื่อถามถึงกรณีมีบางกลุ่มร้องให้เพิ่มสิทธิ เพิ่มอัตราข้าราชการให้ รพ.สต.จะได้ไม่ต้องถ่ายโอน เป็นการต่อรองหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีข้อต่อรองใดๆ เป็นไปตามกฎหมาย กฏหมายว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น จะไปทำอะไรเหนือกฎหมายไม่ได้ แต่ทั้งนี้ ถ้าถามรัฐมนตรีว่าขั้นตอนการถ่ายโอนนั้นจะเป็นอย่างไร มีการสมัครใจอย่างไร ตนไม่ทราบขั้นตอน แต่การอยู่ก็ต้องมีอัตรา ถ้าอยู่ไม่มีอัตราก็ต้องอยู่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้ ก็ต้องไปตามนั้น แต่ก็ต้องพร้อม ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรการถ่ายโอนไปก็ยังอยู่ในหน่วยงานของรัฐ