สภากทม.ห่วงหนี้บีทีเอสส่วนขยายพุ่ง 1.2 หมื่นล้าน จี้ฝ่ายบริหารแก้ปม แนะคืนให้รัฐบาลจัดการ

สภากทม.ห่วงหนี้บีทีเอสส่วนขยายพุ่ง 1.2 หมื่นล้าน จี้ฝ่ายบริหารแก้ปม แนะคืนให้รัฐบาลจัดการ

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง นายคำรณ โกมลศุภกิจ ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 ครั้งที่ 2 ประจำปี 2564 โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. คณะผู้บริหาร กทม. สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ นายธีระศักดิ์ ง่วนบรรจง ส.ก.ได้เสนอญัตติขอให้ กทม.รายงานความคืบหน้าการบริหารจัดการและแนวทางการจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ตามที่คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) มีมติเห็นชอบให้ กทม.รับผิดชอบเป็นผู้เดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ซึ่งเมื่อกทม.รับมอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงดังกล่าวแล้ว กทม.จะรับภาระหนี้สิน ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และภาระผูกพันอื่นๆ ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ใช้ในการดำเนินโครงการไปพร้อมกันด้วย และในการประชุมของคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตาม ผลการดำเนินงานเพื่อดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) มอบหมายให้ กทม.เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถโครงการถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ได้มีข้อเสนอให้ กทม.กู้เงินต่อจากกระทรวงการคลัง แทน รฟม. เป็นค่างานก่อสร้างโครงสร้างงานโยธา รวมทั้งต้องทำสัญญาชดใช้เงินต่อกระทรวงการคลังในส่วนค่าจัดกรรมสิทธิ์และดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้ของค่างานโครงสร้างพื้นฐานที่สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณเพื่อชำระไปแล้ว

ซึ่ง สภา กทม.ได้เห็นชอบข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การกู้เงินเพื่อใช้ในการรับโอนทรัพย์สิน และหนี้สินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ พ.ศ. 2561 โดยการบริหารจัดการเดินรถในส่วนที่รับโอนจาก รฟม. กทม.ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) และ เคทีได้จ้าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี (BTSC)ดำเนินการ โดยได้เปิดให้บริการเดินรถเต็มระบบ ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2563 แต่จากปัญหาการกำหนดอัตราค่าโดยสาร และการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กรณีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ปัจจุบันยังไม่สามารถจัดเก็บค่าโดยสารได้ ส่งผลให้ กทม.ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจ้างเดินรถเดือนละ 60 ล้านบาทเศษ โดยไม่มีรายรับ จึงทำให้ กทม.มีภาระหนี้สินจำนวนมาก ทั้งจากการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้และการจ้างเดินรถ อันส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณโดยรวม

นายชยาวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา ส.ก. กล่าวว่า บีทีเอสได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง กรณีที่ กทม.ค้างค่าจ้างเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต และช่วงแบริ่ง – เคหะสมุทรปราการ เป็นจำนวนมูลหนี้รวม 1.2 หมื่นล้านบาท โดย กทม. เป็นจำเลยที่ 1 และ เคที เป็นจำเลยที่ 2 เพื่อร่วมกันชดใช้หนี้ โดยมูลหนี้ดังกล่าว ยังไม่รวมค่าติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ ทั้ง 2 ช่วง เป็นเงิน 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากยังไม่แก้ปัญหา อาจจะเป็นดินพอกหางหมู ควรแก้ปัญหาโดยการประกาศจัดเก็บอัตราค่าโดยสารชั่วคราว ระหว่างที่รอให้การต่อสัญญาสัมปทานสายสีเขียวผ่านการพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระหนี้มากกว่านี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์หน่วยงานของรัฐไม่เกิดความเสียหายไปมากกว่านี้

ทั้งนี้ ส.ก.ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยให้ กทม.ประกาศอัตราจัดเก็บอัตราค่าโดยสาร เพราะอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายบริหารไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องการจัดเก็บค่าโดยสาร หรือให้คืนโครงการดังกล่าวให้รัฐบาลไปดำเนินการเอง

ด้าน นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ในการพิจารณาแนวทางการจัดเก็บค่าโดยสาร ภายหลังที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายได้เปิดให้บริการช่วงสถานีแบริ่ง-สถานีสำโรง เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 และเปิดให้บริการถึงสถานีเคหะสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2561 กทม.ได้มีการเสนอการเก็บค่าโดยสารในอัตราค่าโดยสาร 15-21 บาท แต่เนื่องจากมีการร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน จึงห้อยู่ระหว่างทบทวนโครงสร้างอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม

“สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 ได้มีการทดลองเปิดให้บริการต่อเป็นช่วงๆ จนได้เปิดให้บริการเต็มระบบจนถึงสถานีคูคตเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 และได้เล็งเห็นว่า การดำเนินการตามคำสั่ง คสช. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ครม. กทม.จึงได้มีการพิจารณาโครงสร้างค่าโดยสารและออกประกาศกทม. เรื่อง การกำหนดค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เพื่อดำเนินการจัดเก็บค่าโดยสาร โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต และช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ ในอัตราไม่เกิน 104 บาท ตลอดสาย ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากที่ กทม.ได้มีการออกประกาศดังกล่าวแล้ว ปรากฎว่าได้รับการร้องเรียนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยขอให้พิจารณาทบทวนการจัดเก็บค่าโดยสารตามประกาศฯ ต่อมา ผู้ว่าฯ กทม. จึงได้ลงนามในประกาศ กทม. เรื่อง การกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยให้เลื่อนการจัดเก็บค่าโดยสาร โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ออกไปก่อน” นายสกลธี กล่าว

รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเก็บค่าโดยสารระหว่างที่รอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ สำนักการจราจรและขนส่ง จึงได้มีหนังสือประสานไปที่เคที เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการหารายได้จากพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณสถานีในส่วนต่อขยายที่ 2 และให้ศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารที่เหมาะสมในส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ปัจจุบันจึงอยู่ระหว่างที่เคที ศึกษาแนวทางและนำเสนอต่อสำนักการจราจรและขนส่ง เพื่อพิจารณาต่อไป

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon