19ปี ระบบบัตรทอง ทรานฟอร์ม สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ

ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) บนความมั่นคงทางสุขภาพของผู้ที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยทุกคนยังเต็มไปด้วยความท้าทายไม่มีที่สิ้นสุด แม้ว่าหมุดหมายแรกคือ ความครอบคลุม ทั้งมิติการ เข้าถึงŽ และ สิทธิประโยชน์Ž รักษาพยาบาลจะบรรลุเป้าประสงค์แล้ว หากแต่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังคงเดินหน้าเพื่อ ยกระดับŽ บัตรทองต่อไป

ในมุมมองของ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. การเดินทางของบัตรทองตลอด 19 ปี แม้ประชาชนจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มสิทธิ-บริการใหม่ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถลบล้างความรู้สึกของ ระบบอนาถาŽ ออกไปได้

นั่นเป็นประเด็นที่ นพ.จเด็จ มองว่าค่อนข้างท้าทายในเส้นทางที่จะก้าวต่อ ควบคู่กับการปรับบทบาทใหญ่ในฐานะที่ สปสช. ได้รับการยกระดับเป็น องค์การมหาชนกลุ่มที่ 1Ž ที่ไม่เพียงแต่จะปฏิบัติภารกิจของตัวเอง หากแต่ต้องมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายในภาพใหญ่ของประเทศด้วย

เข้าใจความไม่มีเหตุผลของมนุษย์
นพ.จเด็จบอกว่า 19 ปี ของ สปสช. อาจมองได้ 2 มิติ นั่นคือ มิติที่ประชาชนได้ประโยชน์จากระบบบัตรทอง และมิติความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้น หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นความล้มเหลวที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

นพ.จเด็จ ยอมรับว่า เรื่องของ กติกาŽ ยังค่อนข้างเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการของประชาชน ผู้ใช้สิทธิบัตรทองยังรู้สึกว่ากติกาของ สปสช.ยุ่งยาก เช่น ต้องลงทะเบียนหน่วยบริการใกล้บ้านก่อนไปรับบริการ หรือต้องใช้ใบส่งตัวเมื่อได้รับการส่งต่อ มากไปกว่านั้น แม้ว่าบัตรทองจะมีสิทธิประโยชน์มาก แต่ประชาชนส่วนหนึ่งกลับไม่ทราบว่าตัวเองมีสิทธิเหล่านั้น ส่งผลให้เข้ารับบริการน้อยกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะสิทธิเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่ สปสช.จะต้องทบทวน

“เราพบว่าหลายครั้งที่ประชาชนรู้สึกว่าการไปรับบริการด้วยระบบหลักประกัน กึ่งๆ จะถูกมองว่าเป็นระบบอนาถา ทั้งกติกาที่ทำให้รู้สึกไม่สะดวก หรือภาพลักษณ์ที่ไม่พรีเมียม นี่คือความท้าทายของ สปสช. ในทศวรรษต่อไปŽ” นพ.จเด็จ ระบุ

นพ.จเด็จบอกว่า นับจากนี้ สปสช.จะเปลี่ยนวิธีคิด โดยมองไปที่วิธีการไปปรับบริการของประชาชนมากกว่าการมองผ่านมิติของโรค จะนำ ทฤษฎีความไม่มีเหตุผลŽ เข้ามาเป็นฐานคิด ซึ่งอธิบายได้ชัดเจนจาก โรคมะเร็งŽ ซึ่งประชาชนรู้สึกว่า อยากเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ มั่นใจ ไม่อยากถูกจำกัด หรือบังคับว่าต้องรักษาในโรงพยาบาลใกล้บ้านเท่านั้น

”สปสช.ได้ออกนโยบาย มะเร็งรักษาที่ไหนก็ได้ที่พร้อม เมื่อต้นปี 2564 ตรงนี้ช่วยปลดเปลื้องความรู้สึกของประชาชนได้ทันทีว่าเขาจะไม่ถูกบังคับอีกต่อไป และเมื่อพิจารณาจากสถิติก็พบว่าผู้ป่วยกว่าร้อยละ 80 ยังคงรักษาต่อที่หน่วยบริการเดิม มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ที่ย้ายหน่วยบริการ ในอดีต เราคิดว่าการให้สิทธิเช่นนี้จะทำให้เกิดความยุ่งยาก ระบบจะปั่นป่วน แต่ในความจริงกลับตรงกันข้าม นี่คือตัวอย่างของทฤษฎีความไม่มีเหตุผลของมนุษย์”Ž นพ.จเด็จอธิบาย

เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า เช่นเดียวกับการบังคับให้ประชาชนต้องลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการใกล้บ้านเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจ ซึ่งเราเข้าใจผิดมาโดยตลอด เพราะเมื่อเปิดให้ผู้ป่วยไปรักษายังหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ ปรากฏว่าตัวเลขก็คล้ายคลึงกัน นั่นคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้ารับการรักษาที่เดิม แต่จะรู้สึกดีขึ้นกับระบบ นี่คือความแปลกประหลาดของมนุษย์


“มีหลายเรื่องที่ทำแล้วดีขึ้น เช่น ปีที่ผ่านมา สปสช.เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ และสามารถไปรับบริการที่ไหนก็ได้ โดย สปสช.จะตามไปจ่าย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องของความพอใจ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นแค่ลูกเล่น แต่สำหรับ สปสช.กลับมองว่าเป็นการปฏิรูปใหญ่Ž” นพ.จเด็จกล่าว

นพ.จเด็จย้ำว่า หลังจากนี้ สปสช.จะยึดเอาความต้องการ และความสะดวกสบายของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เอากติกาของรัฐเป็นหลัก


“ลงพื้นที่แต่ละครั้ง ผมจะไปดูพฤติกรรมและความต้องการเขา และนำโจทย์นั้นมาตีว่าเราควรจะออกแบบกติกาอย่างไร เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับบริการมากที่สุด ฉะนั้น ในปีต่อไป สปสช.จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยเอาความรู้สึกหรือพฤติกรรมของชาวบ้านเป็นตัวตั้ง”Ž นพ.จเด็จกล่าว และว่า สปสช.ต้องศึกษาให้มากขึ้น ลงไปอยู่กับชาวบ้านมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจเขาให้ได้มากที่สุด

รวดเร็วžคือžชัยชนะž
นอกเหนือจากการปรับมุมมองและการปรับบริการในมิติของประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทองแล้ว อีกหนึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับระบบก็คือ สถานบริการŽ

นพ.จเด็จบอกว่า ทุกวันนี้ความพึงพอใจของหน่วยบริการต่อ สปสช. ยังไม่ดีเท่าที่ควร ประเด็นสำคัญเป็นไปเช่นเดียวกับผู้รับบริการ นั่นคือ กฎกติกาที่มีความซับซ้อนสูง ส่งผลให้เบิกจ่ายได้ยากและล่าช้า หนำซ้ำวันดีคืนดียังมีโอกาสถูกเรียกเงินคืนด้วย


“สำหรับก้าวต่อไปของบัตรทอง จะมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนกติกาให้เป็นมิตรกับหน่วยบริการและสอดคล้องกับการทำงานจริงมากขึ้น โดยสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้วคือ การเปลี่ยนระบบเบิกจ่าย โดย สปสช.จะเบิกจ่ายเร็วขึ้นในทุก 2 สัปดาห์ การันตีว่าหน่วยบริการจะมีกระแสเงินสดเข้าไปหมุนเวียนเพื่อจัดบริการให้แก่ประชาชน แต่ขณะเดียวกัน สปสช.จะตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าเดิม โดยตรวจก่อนจ่าย 100% เคยมีคนถามว่า ทำไมยังมีโรงพยาบาลเอกชนเก็บเงินคนไข้ที่เข้ารับการรักษาโควิด ผมก็ตอบไปว่าเพราะ สปสช.จ่ายเงินช้าเกินไป โรงพยาบาลไม่มั่นใจว่าจะได้รับเงินเมื่อไรจึงต้องเรียกเก็บจากประชาชนไว้ก่อน แต่เมื่อ สปสช.ประกาศว่าจะจ่ายให้ทุก 2 สัปดาห์ แต่คุณต้องเลิกเก็บเงินจากประชาชน เมื่อทำได้จริง โรงพยาบาลก็มั่นใจขึ้น ที่สุดแล้วก็ไม่เก็บเงินจากผู้ป่วย”Ž นพ.จเด็จระบุ

เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การอำนวยความสะดวกให้ผู้รับบริการและผู้ให้บริการต้องสัมพันธ์กัน โดย สปสช.มีงบประมาณเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้หน่วยบริการจัดบริการแก่ประชาชนอย่างมีคุณภาพ หากทำได้อย่างมีประสิทธิผล ทุกฝ่ายพึงพอใจ ก็จะสามารถรบล้างทัศนคติจากรัฐบาลได้ว่ากองทุนบัตรทองใช้เงินเพิ่มขึ้นทุกปี

“ถ้าดูเงินที่ใช้ในสถานการณ์โควิด-19 เห็นได้ว่าใช้เยอะมาก คือเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณประจำปี ขณะนี้ใช้ไปแล้ว 5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ถูกตำหนิ เพราะรัฐบาลไม่รู้สึกว่ามันแพง ยิ่งเมื่อเทียบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว ถูกมาก ดังนั้น วันนี้ เราจำเป็นจะต้องทำงานทั้ง 3 ส่วน คือ ประชาชน หน่วยบริการ และรัฐบาล”Ž นพ.จเด็จ กล่าวและว่า จะเรื่องใดก็ตาม การทำงานจะช้าไม่ได้ เพราะความเร็ว คือ ชัยชนะ อย่างเรื่องความเสียหายจากการรับวัคซีน ต้องขีดเส้นเลยว่าภายใน 5 วันต้องจ่าย จะเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ต้องพร้อมโอนเงิน เพราะนี่เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความจริงใจ คือ การช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย

บทบาทใหม่ผู้เสนอนโยบายแห่งรัฐž
ทุกวันนี้ สปสช.ยกระดับเป็นองค์การมหาชน ระดับที่ 1 จากระดับที่ 3 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2563 ทำให้บทบาทของ สปสช. ขยายเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีหน้าที่ให้บริการประชาชนผ่านกลไกทางการเงิน เปลี่ยนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายในภาพรวมของประเทศ

นพ.จเด็จ อธิบายว่า สปสช. เป็นองค์การมหาชน ระดับที่ 1 หมายถึงองค์การที่มีผลงานที่ดี โปร่งใส และน่าเชื่อถือ ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสดีที่ สปสช.สามารถเสนอความคิดเห็น หรือนโยบายต่างๆ ต่อรัฐบาลได้ และเชื่อว่ารัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอมากขึ้น

นพ.จเด็จ กล่าวว่า เมื่อมีบทบาทและมีโอกาสในการนำเสนอนโยบายต่อรัฐบาลแล้ว ต้องเลือกเรื่องที่จะคลี่คลายความเดือดร้อนของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญคือต้องมี กึ๋นŽ คือ ต้องดูว่าเรื่องที่จะเสนอไปนั้นไม่สร้างภาระงบประมาณให้แก่รัฐบาลมาก คือ ทำให้ประชาชนพอใจ โรงพยาบาลรับได้ รัฐบาลไม่มีปัญหา ถ้าทุกฝ่าย วิน-วิน นโยบายก็จะเดินไปได้ด้วยดี และนี่คือบทบาทใหม่ของ สปสช.นับจากนี้

“ปีหน้า สปสช.จะเสนอ 26 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือ เรื่องห้องฉุกเฉินคุณภาพ เพราะ pain point ของประชาชนขณะนี้มี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ โรคราคาแพง โรคร้ายแรง และฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกลไกการเงินไปสนับสนุนโรงพยาบาลพัฒนาห้องฉุกเฉินให้พร้อม มีคุณภาพ สปสช.จะสร้างกลไกนี้ เพื่อเอางบไปเสริม ให้โรงพยาบาลรัฐเป็นที่พึ่งของประชาชนŽ” นพ.จเด็จ ระบุ

ปรับโครงสร้าง สร้างกำแพงที่แกร่ง
มากไปกว่าการขยับบทบาทมาเป็นผู้เสนอนโยบาย สิ่งที่ สปสช. ต้องทำคู่ขนาน คือ การสร้างกำแพงหลังบ้านให้ดี เพื่อยกเครื่ององค์การให้มีสมรรถนะ พร้อมต่อการปฏิบัติภารกิจในสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“ผมประกาศวิสัยทัศน์และนโยบายใน 100 วันแรก ว่าจะ Change องค์กร ซึ่งก็ได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี ถัดจากนั้น ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร เพื่อความคล่องตัว และเหมาะสมกับภารกิจ จัดคนที่ถนัดมาอยู่ในที่ที่ถูกต้องŽ” นพ.จเด็จ กล่าวและว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การตั้งโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อปฏิบัติภารกิจเฉพาะ ได้แก่ การบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่ง สปสช.ทราบดีว่านี่ยังเป็นจุดอ่อน ประชาชนบางคนยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ ดังนั้น จึงต้องระดมกำลังทำงานนี้เพื่อให้ประชาชนรับรู้ และเข้าถึงบริการ รวมถึงโครงสร้างของระบบติดตามและประเมินผลโครงการ (M&E) ที่ต้องเพิ่มกำลังคนมาขับเคลื่อนงานให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ในอดีต เราทำงานแบบระบบราชการ เลขาธิการต้องนั่งอยู่ข้างบน สั่งงานผ่านรองเลขาฯ แต่วันนี้ ไม่ใช่อีกแล้ว เพราะองค์กรไม่ได้ใหญ่ การตัดสินใจสำคัญจึงต้องอาศัยการรวมหมู่ เมื่อเราตั้ง Achievement ใน 3 เดือน เพื่อให้เห็นทิศทางไปแล้ว พอครบ 6 เดือน ก็จะสร้างกำแพงที่มั่นคงขึ้นได้

ถามหาคุณภาพž มากกว่าการเข้าถึง
นพ.จเด็จ กล่าวถึงจุดเน้นและพยากรณ์อนาคตอีก 1-2 ปีข้างหน้า ว่า คุณภาพบริการŽ จะเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะเมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้แล้ว จะเกิดการเปรียบเทียบว่าคุณภาพของแต่ละหน่วยบริการแตกต่างกันอย่างไร ฉะนั้น คุณภาพจะเป็นสิ่งที่ประชาชนถามหา ทว่าคุณภาพบริการไม่ได้เกิดขึ้นจาก สปสช. แต่จะเกิดจากหน่วยบริการเอง โดย สปสช.เป็นเพียงองคาพยพในการสร้างความมั่นใจให้หน่วยบริการมั่นใจว่ามี สปสช. ดูแลกลไกทางการเงินอยู่ เพื่อจัดบริการที่มีคุณภาพได้

“เวลาลงไปเยี่ยมหน่วยบริการ ผมจะไปสั่งให้เขาทำโน่น ทำนี่ ไม่ได้ เพราะไม่ใช่เจ้านาย ผมมีหน้าที่ให้คำแนะนำว่าเรื่องไหนที่น่าทำ เรื่องไหนที่ทำแล้วจะได้เงิน ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพในการให้บริการ”Ž นพ.จเด็จ กล่าว และว่า นอกเหนือจากกลไกทางการเงินแล้ว การตรวจสอบคุณภาพก็เป็นประเด็นที่ต้องเดินคู่กันไป โดย พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ตั้งกลไกที่เรียกว่า คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขŽ มีหน้าที่ดูแลทั้งเรื่องมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการ ขณะนี้ ประธานคณะกรรมการ มีนโยบายว่าอยากจะดูเรื่องนี้มากขึ้น

นพ.จเด็จ กล่าวว่า สปสช. มีหน้าที่เพียงเอาข้อมูลใส่มือคณะกรรมการให้ได้มากที่สุด เช่น มีคนไข้ล้างไตพื้นที่นี้ บอกว่าล้างไตไม่ครบตามคุณภาพ เมื่อคณะกรรมการเห็นข้อมูล ก็จะถามเองว่ามันพื้นที่ไหน โรงพยาบาลอะไร ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ฉะนั้นสิ่งที่ สปสช.จะต้องทำให้มากขึ้นคือ การคืนข้อมูลให้กับทุกหน่วยงาน ทั้ง Data และ Information ด้วย

อีกหนึ่งประเด็นเรื่องคุณภาพ คือ การจัดซื้อและการใช้งบอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดย สปสช. ต้องดึงจุดแข็งของ Purchasing Power หรือพลังในการจัดซื้อออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจาก สปสช.มีเงินมาก จัดซื้อทีละมากๆ ฉะนั้น ต้องได้ของที่ราคาถูกกว่าการจัดซื้อแบบปลีกโดยทั่วไป

“ถ้าสามารถสร้างบทบาทนี้ได้ เชื่อว่าภาพรวมของต้นทุนจะลดลง ดังนั้น ผมเชื่อว่าในระยะต่อไป ความสำเร็จจะไปสู่ในเรื่องของการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ใช้เงินลดลง”Ž นพ.จเด็จ กล่าวพร้อมทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก มียาหลายตัวที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคได้สูงกว่าในอดีต บางโรคที่รักษาไม่หาย ปัจจุบันกลับมียาที่รักษาได้หายขาด ฉะนั้น วันนี้อาจจะไม่ใช่การมองเรื่องสิทธิประโยชน์ใหม่ หรือขยายสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แต่เป็นการมองเพื่อหาทางเลือกใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเข้ามาใช้ในสิทธิประโยชน์เดิม ในราคาที่ถูกลง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon