ชมรมผู้ประกอบการฯ ยื่น 6 ข้อเรียกร้อง สธ.ขอคง Test and go หวังฟื้น ศก. หยุดสร้างความกลัวโอไมครอน

21.12.21 | 14:11 น.

ชมรมผู้ประกอบการฯ ยื่น 6 ข้อเรียกร้อง สธ.ขอคง Test and go หวังฟื้น ศก. หยุดสร้างความกลัวโอไมครอน ประกาศโควิดโรคประจำถิ่น

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ชมรมผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากโควิด-19 รวมตัวกันราว 30 คน เข้ายื่นหนังสือถึง นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีรองผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เป็นผู้รับหนังสือแทน


น.ส.อริศรา ยืนยาว ผู้แทนชมรมผู้ประกอบการฯ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของข้อเรียกร้อง 1.เพื่อขอให้ศบค. สธ.หยุดสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน และขอให้ยุติการปั่นที่ก่อให้เกิดความกลัวต่อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน 2.เพื่อเรียกร้องไม่ให้มีการล็อกดาวน์ ปิดประเทศ เหมือนที่เคยเป็นมา เพราะได้สร้างความเสียหายต่อธุรกิจภาคท่องเที่ยว อีเว้นท์ 3.เพื่อให้ประกาศว่าโควิดเป็นโรคประจำถิ่น เป็นแล้วรักษาหายได้ ไม่ต่างจากไข้หวัด 4.เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตปกติ ไม่ตื่นกลัวเกินเหตุ 5.เพื่อนหมุนวงล้อเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศต่อไป อย่าทำลายการท่องเที่ยวที่เป็นดังเส้นเลือกใหญ่ของประเทศ และ 6.เพื่อให้ใช้เพียงมาตราการ Test and Go เท่านั้นกับนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ

โดย ชมรมผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากโควิด จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกิจจากกลุ่มเพื่อนที่ทำมาหากินในอาชีพเดียวกันหรือคล้ายกัน กว่า 90 % เป็นผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการจัดงานอีเว้นท์ มากกว่า 80 % อยู่ในอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ครั้งนี้มาชุมนุมเรียกร้องอย่างสันติ และขอเข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้ทบทวนนโยบายการกักตัวนักท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการที่ให้งดจัดงานเคาท์ดาวน์เฉลิมฉลองปีใหม่ในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนในธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นได้รับความเดือดร้อนหนักถึงขีดสุด

Advertisement

“จากข่าวการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนจำนวน 60 กว่ารายที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าทางสธ.โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้เตรียมยกระดับเพื่อรับมือกับการระบาดครั้งนี้ เช่น มาตรการกักตัวนักท่องเที่ยว ซึ่งทางชมรมกลัวเหลือเกินว่าจะมีนโยบายจากรัฐและศบค.ให้ล็อกดาวน์ จนนำไปสู่การปิดประเทศอีกครั้ง เหมือนที่เคยทำมา ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวทั้งร้านอาหาร โรงแรม มหรสพ อีเว้นท์ ฯลฯจนแทบสิ้นเหนือ

น.ส.อริศรา กล่าวด้วยว่า ขอเรียนว่าสิ่งที่น่ากลัว ไมใช่โควิดสายพันธุ์โอไมครอนที่มาใหม่ หรือสายพันธ์ใดที่มาก่อน แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ทำร้ายคนทั่วประเทศและทั่วโลก คือ การปั่นกระแสให้คนเกิดความกลัวเกินเหตุ โดยการประโคมข่าวจากสื่อทุกสื่อแทบจะไม่มีข่าวใดให้หลงเหลือความเชื่อมั่นในระบบการท่องเที่ยวได้เลย ดังนั้น ขอท่านได้โปรดฟังข้อเรียกร้องของชมรมผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากโควิดสักครั้ง ด้วยนโยบายการปิดประเทศที่เคยทำมาจนเสียหายหลายล้านล้านบาท เป็นสิ่งที่ควรนำมาทบทวนก่อนจะทำผิดซ้ำอีกครั้ง เพียงเพราะกลัวโรคที่ควรจะเป็นโรคสามัญประจำถิ่น ประชาชนขอฝากความหวัง ฝากชีวิตไว้ที่ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงสาธารณสุข

“ขอได้โปรดอย่าบริหารผิดซ้ำด้วยการล็อกดาวน์ ปิดประเทศอีกเลย โควิดเป็นแล้วรักษาหายได้ 99 % และผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ตัวเลขเสียชีวิตมีไม่ถึง 1 % และที่ตายเพราะมีโรคประจำตัว สถิติเหล่านี้ทางสธ.และศบค.ทราบดี” น.ส.อริศรา กล่าว

น.ส.อริศรา กล่าวว่า เมื่อมีการเปิดประเทศเกิดขึ้น ธุรกิจก็เริ่มเห็นสัญญาณที่กำลังจะเริ่มฟื้นตัวค่อยๆไต่ระดับดีขึ้น อย่างส่วนตัวจากเดิมธุรกิจร้านอาหารขายได้วันละ 2-3 หมื่นบาท เริ่มเป็น 1 แสนบาทต่อวัน จึงอยากให้คงมาตรการ Test and Go ไว้เพราะเป็นทางสายกลางสร้างสมดุลแล้วและอย่าล็อกดาวน์ ปิดประเทศอีก

“ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนแล้วกว่า 100 ล้านโดสแล้ว ไม่ได้แปลว่าโควิดจะไม่มี แต่ต้องอยู่กับมันให้ได้ ต้องหามาตราการตรงกลาง โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นไฮซีซั่น เปิดประเทศมาคาดหวังจะไม่กลับไปสู่จุดเดิมอีก เพราะบางคนใช้เงินก้อนสุดท้ายมาสู้ธุรกิจอีกครั้ง โดยหวังจะจัดงานช่วงปีใหม่ หากมีการยกเลิกTest and Go แล้วกลับไปใช้การกักตัว 14 วัน ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากมา