‘กรมการแพทย์’ สั่งทุกหัวเมืองพร้อม HI-CI รับมือโอมิครอน มั่นใจแยกกักใน 6 ชม.หลังรู้ผล ATK
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมเตียงรักษาผู้ป่วยโควิด-19 มีการแบ่งระดับเตียงใหม่ตามความรุนแรงของโรค โดยเตียงระดับ 1 ไม่ใช้ออกซิเจน เตียงระดับ 2 แบ่งเป็น ระดับ 2.1 ใช้ออกซิเจนระดับน้อยๆ หรือ oxygen low flow และระดับ 2.2 ใช้ออกซิเจนระดับสูง หรือ oxygen high flow ซึ่งกลุ่มนี้จะมีปอดอักเสบค่อนข้างมาก และค่าออกซิเจนแย่ลง ขณะที่เตียงระดับ 3 ใส่ท่อร่วมกับเครื่องช่วยหายใจได้ นอกจากนี้ ยังให้คำนิยามเตียงระดับ 0 คือแยกกักที่บ้าน (Home isolation) และแยกกักในชุมชน (Community isolation)
นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า สำหรับเตียงในโรงพยาบาล (รพ.) ทั่วประเทศมีประมาณกว่าแสนเตียง โดยเตียงเฉพาะเป็นปอดอักเสบรุนแรง หรือระดับ 2.2 oxygen high flow กับเตียงระดับ 3 โดยพบว่าเตียงทั่วประเทศมี 11,000 เตียง จึงนำมาพิจารณาว่าจะรับผู้ป่วยโอมิครอนได้แค่ไหน ซึ่งประมาณการว่าผู้ติดเชื้อโอมิครอนมีอาการรุนแรง นอน รพ. 14 วัน จะมีเตียงรองรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงได้ 785 คนต่อวัน เมื่อทอนกลับมาเป็นผู้ป่วยทั้งหมด เตียงทั่วประเทศจะสามารถรับผู้ป่วยได้ถึง 52,300 คนต่อวัน อันนี้ยังไม่รวมกรณี Home isolation ที่สามารถรับได้อีกหลายหมื่นคน
นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า หากเป็นกรณีฉากทัศน์แย่ที่สุด ถูกประมาณการว่า จะมีผู้ป่วย 3 หมื่นกว่าคนต่อวัน ดังนั้น เตียงที่มีการประมาณไว้ยังรับได้ และเตียงยังเพิ่มได้อีก ส่วนกรณี กทม.และปริมณฑล มีการประมาณเตียงรองรับผู้ติดเชื้อที่รุนแรง รวม 1,760 เตียง ประมาณการว่าผู้ติดเชื้อโอมิครอนมีอาการรุนแรง นอน รพ. 14 วัน จะมีเตียงรองรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงใน กทม.และปริมณฑลได้ 125 คนต่อวัน เมื่อทอนกลับมาเป็นผู้ป่วยทั้งหมดไม่ว่าจะสายพันธุ์อะไรมีเตียงรองรับได้ 8,300 คนต่อวัน ซึ่งกลุ่มนี้คาดการณ์มีอาการรุนแรง 1.5% หรือ 100 กว่าคนต่อวัน จำนวนเตียงจึงพอไหว อีกทั้งยังมีกลุ่มอาการน้อยหรือไม่มีอาการ จะไปอยู่ในกลุ่ม Home isolation และ Community isolation
“สำหรับ Home isolation จะเป็นคำตอบของผู้ป่วยโอมิครอนที่อาจแพร่ระบาดใน 1-2 เดือนข้างหน้า เพราะครึ่งหนึ่งไม่มีอาการเลย โดยขณะนี้เราได้ทำ Home isolation คุณภาพ จากของเดิม สปสช.ระบุว่า หากตรวจ ATK ด้วยตัวเองและพบผลบวก เมื่อโทรไป 1330 เป็นบวกภายใน 24 ชั่วโมงจะโทรกลับ แต่ตอนนี้เราจะขอให้สถานพยาบาลที่เข้าโครงการให้ติดต่อกลับภายใน 6 ชั่วโมง ซึ่งจะเร็วขึ้น รวมทั้งยังมีการเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ต่างๆ ยา รวมถึงอาหาร ได้พูดคุยกับภาคเอกชนที่จะจัดส่งแล้ว” นพ.สมศักดิ์กล่าว
ส่วน Community isolation ที่ภาครัฐจัดไว้สำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยในชุมชน ต้องขอขอบคุณกรุงเทพมหานคร ซึ่งต่างจังหวัด ทาง นพ.สสจ.ได้เตรียมแล้ว โดยผู้ว่าฯ กทม.ให้เตรียมไว้ทุกเขต โดยมีเตียงสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ HI ไม่ได้อีกประมาณหมื่นเตียง รวมทั้งเตรียมพร้อมเตียงสำหรับเด็ก เพราะเด็กอายุ 5-11 ปี ยังไม่ฉีดวัคซีนอาจมีการติดเชื้อและแพร่ระบาดได้ และจะมีแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโควิดที่ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างมากนัก โดยยา ทั้งฟาวิพิราเวียร์ ยาแพกซ์โลวิด น่าจะเข้ามาอย่างเร็ว ก.พ. เพราะต้องรอ อย.ขึ้นทะเบียนด้วย
นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้กรมได้สั่งการให้สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติฯ หรือ รพ.เด็กประสานงานกับโรงเรียนแพทย์ เอกชน ทาง กทม. กลาโหม ตำรวจ ให้เตรียมการเรื่องเตียงเด็ก และจากที่เด็กทานยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ไม่ได้ เราจึงทำแนวทางการเตรียมยาน้ำของฟาวิพิราเวียร์ จัดทำเป็นคลิปให้ทุก รพ.เตรียมการ เพราะเราคิดว่าผู้ป่วยเด็กอาจมากขึ้นพอสมควร รวมทั้งได้มีเฟซบุ๊กไลฟ์ในบุคลากรสาธารณสุขให้มีการทำ HI และ CI สำหรับเด็ก รวมถึง Mask สำหรับผู้ป่วยเด็กเฉพาะ ส่วน CI สำหรับผู้ป่วยเด็กที่ต้องมีผู้ปกครองดูแล อย่างของ กทม.จะมีอย่างน้อยโซนละ 1 แห่ง และจัดระบบส่งต่อ รพ.เมื่อมีอาการรุนแรง และจัดเตรียมเตียงระดับ 3 สำหรับผู้ป่วยเด็กที่อาการรุนแรง
“นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. สั่งการในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยจะใช้มาตรการ HI เป็นหลักเพราะใช้ได้จริง ผู้ป่วยที่อยู่ HI ไม่ได้ให้ใช้ระบบ CI และขณะนี้เรามีการอัพเดตแนวโน้มการครองเตียงระดับ 2 และ 3 ทุกสัปดาห์ หากเกิน 60-70% เราจะหาทางขยายเตียงต่อไป รวมไปถึง สปสช.และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะมีการปรับเกณฑ์ค่าใช้จ่าย Hospitel คาดว่าจะเสนอ ครม.พรุ่งนี้ (28 ธ.ค.64) และในกลุ่มแรงงานต่างด้าวได้เน้นย้ำ สสจ. รวมทั้ง กทม.ให้เตรียมในส่วน Factory Isolation เพื่อแบ่งเบาภาระการใช้เตียงใน รพ.” นพ.สมศักดิ์กล่าว

