เปิดไทม์ไลน์ดับจากโอมิครอนรายที่ 2 ของไทย ป่วยมะเร็งปอด รักษาที่บ้าน 6 วัน ก่อนสิ้นใจ

เปิดไทม์ไลน์ดับจากโอมิครอนรายที่ 2 ของไทย ป่วยมะเร็งปอด รักษาที่บ้าน 6 วัน ก่อนสิ้นใจ

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงรายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย ว่าวันนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่ 6,929 ราย เสียชีวิต 13 คน ผู้ป่วยปอดอักเสบที่ยังรักษา 533 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจสะสม 108 ราย ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตที่ยืนยันสายพันธุ์เป็นโอมิครอน 2 ราย โดยรายที่ 1 จ.สงขลา เป็นหญิงไทย อายุ 86 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียงและอัลไซเมอร์ ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม ประวัติเสี่ยง หลานชายที่เดินทางกลับมาจาก จ.ภูเก็ต เป็นผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนแพร่เชื้อให้แก่คนในครอบครัว

 

นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 6 มกราคม ผู้ป่วยมีไข้ มีเสมหะ ทราบข่าวลูกสาวตรวจพบโควิด-19 หลานสาวตรวจหาเชื้อด้วย ATK ผลบวก จึงส่งต่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล (รพ.) หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 7 มกราคม เข้ารับรักษาเป็นผู้ป่วยในที่ รพ.หาดใหญ่ แพทย์เก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันที่ห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ผลพบเชื้อมีอาการไข้ 38.5 องศาเซลเซียส ไอ หายใจลำบาก แพทย์รับไว้ที่แผนก เอกซเรย์ปอด ผล infltration both lungs, on ETT แพทย์จ่ายยา Dexamethasone 10mg., Remdesivir และเมื่อวันที่ 12 มกราคม ผู้ป่วยเสียชีวิตเวลา 09.20 น. ส่งตัวอย่างตรวจยืนยันสายพันธุ์ที่ ศวก.12 สงขลา ผลพบเชื้อ SAR-COV-2 สายพันธุ์โอมิครอน

นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า รายที่ 2 จ.อุดรธานี เพศหญิง อายุ 84 ปี ภูมิลำเนา อ.กุดจับ จ.อุดรธานี โรคประจำตัวมะเร็งที่ปอดระยะสุดท้าย รักษาแบบประคับประคอง ใส่ออกซิเจน ไม่มีประวัติการได้รับวัคซีน ความเสี่ยง เนื่องจากเป็นผู้ป่วยติดเตียง ครอบครัวเป็นผู้ติดเชื้อโควิด เมื่อวันที่ 9 มกราคม ตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR เนื่องจากเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของลูกชาย ต่อมา วันที่ 10 มกราคม ตรวจพบเชื้อ รพ.ประสานเพื่อเข้ารับรักษา ผู้ป่วยและญาติปฏิเสธการเข้ารักษาใน รพ. แพทย์อนุญาตให้เข้าสู่ระบบรักษาที่บ้าน (Home Isolation) ตามความประสงค์ของผู้ป่วยและญาติ แพทย์ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ตามแผนการรักษา และจัดเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายและออกซิเจนปลายนิ้ว โดยออกซิเจนปลายนิ้วอยู่ระหว่างร้อยละ 86-90 ไม่มีไข้ ซึ่งก่อนติดเชื้อโควิด-19 ลูกชายที่ดูแลแจ้งว่าค่าออกซิเจนปลายนิ้วก็อยู่ระหว่างช่วงดังกล่าว ผู้ป่วยไม่มีเหนื่อย หายใจไม่หอบ

“เมื่อวันที่ 11-12 มกราคม ออกซิเจนปลายนิ้วอยู่ระหว่างร้อยละ 86-90 ไม่มีไข้ โดยวันที่ 13-14 มกราคม ผู้ป่วยรับประทานได้น้อยลง ไม่มีหายใจหอบ ไม่มีไข้ ออกซิเจนปลายนิ้วร้อยละ 86-87 ต่อมา วันที่ 15 มกราคม ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย หายใจหอบ ค่าออกซิเจนปลายนิ้วน้อยกว่าร้อยละ 76 เปลี่ยนออกซิเจนจาก cannular เป็น mask c bag ให้ออกซิเจนปลายนิ้วร้อยละ 90 ประสานผู้ป่วยนำส่งโรงพยาบาล แต่ญาติปฏิเสธการเข้ารับการรักษาใน รพ. แพทย์ให้เพิ่มยาฟาวิพิราเวียร์จาก 5 วัน เป็น 10 วัน และเพิ่มมอร์ฟีนให้เนื่องจากยาเดิมหมด เวลา 16.00 น. ผู้ป่วยตอบสนองได้น้อยลง หายใจหอบลึก และคลำชีพจรไม่ได้ หัวใจหยุดเต้น เสียชีวิตเวลา 19.45 น. รวมระยะเวลารักษาที่บ้าน (Home Isolation) 6 วัน” นพ.เฉวตสรรกล่าว

นพ.เฉวตสรรกล่าวว่า การเสียชีวิตของ 2 ผู้ป่วยนี้จะเห็นว่ามีการติดเชื้อมาจากคนในครอบครัว และปัจจัยสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตคือ สูงอายุ มีโรคประจำตัว ดังนั้น ขอให้ทุกครอบครัวระมัดระวัง อย่าใกล้กลุ่มคนเปราะบาง ขอให้เคร่งครัดมาตรการส่วนบุคคล และพากลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือเข็มที่ 3 เพื่อให้มีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้น เพราะอาจเป็นไปได้ว่าธรรมชาติของคนสูงอายุระดับภูมิคุ้มกันไม่ได้สูงอยู่แล้ว พร้อมมีแนวคิดปรับร่นระยะเวลาการรับวัคซีนชนิด mRNA ทั้งไฟเซอร์ และโมเดอร์นา จากเดิมการรับเข็มกระตุ้น หรือเข็มที่ 3 ต้องห่าง 6 เดือน เหลือแค่ 3 เดือนเท่านั้น เพื่อให้ได้รับวัคซีนเร็วขึ้นเพื่อภูมิคุ้มกันต่อโอมิครอน

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon