ไทยอีกนับแสน! ยังไม่ได้วัคซีนโควิดเข็มแรก สธ.วอน ปชช.เร่งฉีด-บูสต์โดสคิว
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า ขณะนี้ประเทศไทยและทั่วโลกพบการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ข้อมูลวิชาการชี้ชัดว่า การรับวัคซีนเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) มีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้น ขอวิงวอนประชาชนที่รับวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 แล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ไปรับบูสเตอร์ โดส ตามกำหนด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ทั้งนี้เพื่อลดความรุนแรงของโรค
นายอนุทิน กล่าวว่า อัตราเสียชีวิตของประเทศไทยขณะนี้มีเปอร์เซ็นต์ลดลงจากตัวเลขเดิม เดือนนี้มีการติดเชื้อหลักหมื่นราย แต่จำนวนผู้ป่วยหนักและเสียชีวิต ยังเท่ากับช่วงเดือนธันวาคม 2564 ไทยติดเชื้อวันละ 3-4 พันราย ดังนั้น จำนวนส่วนนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นไปตามสถานการณ์ที่กรมควบคุมโรคสามารถบริหารไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายกว่านี้
“อย่างไรก็ตาม จำนวนเสียชีวิตขณะนี้ พบว่ามากกว่าร้อยละ 80 ยังเป็นกลุ่ม 608 และยังไม่ได้รับวัคซีน แสดงให้เห็นว่า ยังมีหนทางที่จะทำให้ทุกคนปลอดภัย จึงขอให้ทุกคนร่วมใจมารับวัคซีน เมื่อคราวที่เราสูญเสียมาก เพราะยังไม่มีวัคซีน วันนี้มีวัคซีนแล้ว ที่คนไทยรับไปกว่าร้อยละ 90 จำนวนผู้เสียชีวิต และป่วยหนักลดลงชัดเจน การครองเตียงก็น้อยลง ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ 85 ไม่มีอาการ เราก็มีระบบรักษาที่บ้าน (Home Isolation) มีระบบสาธารณสุขรองรับ มีเวชภัณฑ์ ยา ดังนั้น เราก็จับทิศทางได้ แม้วัคซีนป้องกันร้อยละ 100 ไม่ได้ ก็ยังลดป่วยหนักและเสียชีวิตได้” นายอนุทิน กล่าว
ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่า ขณะนี้ สถานการณ์อยู่ในแนวโน้มที่ได้ประมาณการไว้ ดังนั้น เป็นสิ่งที่ยังควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม เดิมอัตราการเสียชีวิตของไทยเคยสูงถึงร้อยละ 2 ซึ่งก็ลดลงมาเรื่อยๆ ปัจจุบันอยู่ประมาณร้อยละ 0.22 ซึ่งต่ำกว่าร้อยละ 1 แล้ว เป็นไปตามหลักวิชาการ โดยเฉพาะวัคซีนเข็มที่ 3 ที่มีความจำเป็น ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เบื้องต้น คือ เข็มที่ 1 และ เข็มที่ 2 ต้องรวมกันมากกว่าร้อยละ 80 เข็มที่ 3 ก็ควรได้ร้อยละ 80-90 ของเข็มที่ 2 ก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี
ผู้สื่อข่าวถามถึงวัคซีนโควิด-19 ที่มีในสต็อกจะหมดอายุหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราบริหารจัดการเต็มที่ ขณะนี้ยังไม่มีรุ่นใหม่ออกมา ผู้ผลิตยืนยันว่า ขอให้ใช้วัคซีนที่มีเป็นบูสเตอร์ โดส ไปก่อน ดังนั้น จึงไม่ได้สต็อกเพื่อเก็บไว้ใช้ปีหน้า แต่เพื่อให้หมุนเวียนแต่ละรอบ เนื่องจากยังมีผู้ยังไม่รับเข็มที่ 1 อีกเป็นแสนคน ซึ่งอาจจะตัดสินใจไปฉีดภายหลัง
“อย่างไรแล้ว เราต้องบริหารเข็มที่ 1, 2, 3 และ 4 ให้มั่นใจว่าจะมีเพียงพอ ซึ่งก็จะบริหารได้ดีกว่าช่วงแรกที่ต้องฉีด 2 เข็ม แต่ก็อาจกังวลเรื่องวัคซีนเด็ก 5-11 ปี ที่ต้องฉีด 2 เข็ม ดังนั้น เราต้องวางคิวให้ดี แต่เป็นปัญหาที่เผชิญมาแล้ว เราจึงมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

