กรมควบคุมโรคห่วง ไข้เลือดออกระบาดซ้ำ! คาดว่าปีนี้หนัก ป่วยแล้ว 193 ตาย 2 ราย

กรมควบคุมโรคห่วง ไข้เลือดออกระบาดซ้ำ! คาดว่าปีนี้หนัก ป่วยแล้ว 193 ตาย 2 ราย

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2565) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ช่วงนี้นอกจากโรคโควิด-19 ที่ประชาชนต้องระวังแล้ว ยังควรระวังโรคไข้เลือดออก อีกโรคหนึ่งด้วย เนื่องจากการคาดการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2565 จะกลับมาระบาดอีกครั้ง หลังจากที่เงียบหายไป 2 ปี ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากประชาชนอยู่บ้าน ไม่ได้มีกิจกรรมรวมตัวกัน แต่การกลับมาระบาดของโรคไข้เลือดออกในปีนี้ เกิดจากปัจจัยภูมิคุ้มกันหมู่ของประชาชนเริ่มต่ำลง โดยที่ภูมิต้านทานชั่วคราวที่เกิดจากการระบาดใหญ่ครั้งก่อนในประชาชนลดลง และสัญญานเตือนที่สำคัญ คือ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเสียชีวิตแล้ว 2 ราย

นพ.โอภาส กล่าวว่า จุดสังเกตคือ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เป็นผู้ใหญ่อายุ 37 ปี และ 40 ปี เนื่องจากระยะแรกของอาการไข้ในผู้ใหญ่มักไม่ค่อยนึกถึงโรคนี้ คนป่วยซึ่งอยู่ในวัยทำงานมักไปรับการรักษาที่คลินิกหรือซื้อยามากินเอง และเมื่ออาการไม่เด่นชัดว่า เป็นไข้จากโรคอะไร มักได้รับยาที่ช่วยลดไข้ได้เร็ว ได้แก่ ยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ซึ่งมีผลในการทำให้เลือดออกในทางเดินอาหาร และโดยเฉพาะยาไอบูโพรเฟน แอสไพริน หรือ ไดโครฟีแนก ยิ่งจะทำให้ให้เลือดออกรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ซึ่งการใช้ยาลดไข้ ขอให้ใช้ยาพาราเซตามอลเป็นหลัก

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 พบผู้ป่วย 193 ราย พบมากที่สุดในภาคกลาง รองลงมา ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่พบผู้ป่วยจำนวนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และนครปฐม สำหรับกลุ่มอายุที่พบ ป่วยสูงสุด คือ อายุ 5-14 ปี จำนวน 61 ราย รองลงมา อายุ 15-24 ปี จำนวน 48 ราย ผู้เสียชีวิตมีทั้งหมด 2 ราย เป็นผู้ใหญ่ทั้ง 2 ราย

“สำหรับลักษณะอาการของโรคไข้เลือดออก คือ มีไข้สูงอย่างเฉียบพลัน และไข้จะสูงตลอดทั้งวันประมาณ 2-7 วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ขึ้นตามลำตัว แขน ขา ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องและเบื่ออาหาร ต่อมาไข้จะลดลง ในระยะนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดอาการรุนแรงอาจมีภาวะช็อคและเสียชีวิตได้ ขอให้ประชาชนสังเกตอาการป่วยของคนในครอบครัว หากมีไข้สูงลอยเกิน 2 วัน และเช็ดตัวหรือกินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลดลง ขอให้คิดว่าอาจป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ให้รีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์หรือสถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อให้ได้รับการดูแลที่ถูกต้องและรวดเร็ว หรือหากพบผู้ป่วยสงสัย ก็ให้รีบพาไปพบแพทย์เช่นเดียวกัน เพื่อประเมินอาการและเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจ โดยสามารถตรวจด้วยชุดตรวจแบบรวดเร็ว NS1 และแอนติบอดี้ (antigen-antibody test kit) ก็จะคัดกรองโรคไข้เลือดออกในเบื้องต้นได้เช่นกัน” นพ.โอภาส กล่าว

ทั้งนี้ นพ.โอภาส กล่าวว่า ขอให้ทุกบ้านกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันโรคที่ได้ผลดีที่สุด ด้วยหลักการ 3 เก็บ เพื่อไม่ให้ยุงลายวางไข่ ดังนี้ 1.เก็บกวาดบ้านให้ปลอดโปร่ง ไม่มีบริเวณอับทึบให้ยุงลายเกาะพัก 2.เก็บขยะ เศษภาชนะทุกชนิดบริเวณรอบบ้าน ทิ้งในถุงดำ มัดปิดปากถุงแล้วนำไปทิ้งในถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งขังน้ำให้ยุงวางไข่เพาะพันธุ์ได้ 3.เก็บน้ำ ปิดฝาภาชนะใส่น้ำกินน้ำใช้ให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ และเปลี่ยนน้ำในภาชนะเล็กๆ เช่น ถ้วยรองขาตู้ หรือแจกันทุกสัปดาห์ ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำหรือปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะที่ปิดฝาไม่ได้ เช่น อ่างเลี้ยงไม้น้ำ เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองโรคติดต่อนำโดยแมลง โทร 0 2590 3103-5 หรือ สายด่วน โทร.1422

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon