สูงวัยติดโควิดตายพุ่ง เดือนครึ่ง 569 ราย วอนอีก 2.2 ล้านคน รับวัคซีนป้องกันด่วน!

15.02.22 | 14:50 น.
สูงวัยติดโควิดตายพุ่ง เดือนครึ่ง 569 ราย วอนอีก 2.2 ล้านคน รับวัคซีนป้องกันด่วน!

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงรายงานข้อมูลการติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุ ว่า ข้อมูลสะสมตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 – เดือนกุมภาพันธ์ 2565 พบมากถึง 237,759 ราย ตัวเลขเฉพาะช่วงวันที่ 1 มกราคม – วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ติดเชื้อสะสม 34,918 ราย ในจำนวนนี้ เสียชีวิต 569 ราย เฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ พบเสียชีวิต 237 ราย ดังนั้น อัตราการป่วยในกลุ่มสูงอายุเทียบเท่ากับการระบาดของโรคในช่วงที่ผ่านมา แต่การเสียชีวิตสูงขึ้น โดยจากปี 2564 ร้อยละ 69 เป็น ร้อยละ 76 โดยส่วนใหญ่การติดเชื้ออยู่ในเขตเมือง เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และชลบุรี สาเหตุมากกว่า ร้อยละ 50 มาจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

“ส่วนสถานการณ์วัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มสูงอายุนั้น พบว่าผู้สูงอายุรับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว 9.8 ล้านคน และเข็มที่ 3 อีก 3.3 ล้านคน แต่ยังไม่ครอบคลุม เนื่องจากผู้สูงอายุทั่วประเทศมีมากกว่า 12 ล้านคน ดังนั้น จึงมีอีก 2.2 ล้านคน ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ทั้งนี้ การป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มสูงอายุด้วยมาตรการ VUCA ยังมีความจำเป็นและใช้ได้ดี

ด้าน นพ.นิธิรัตน์ บุญตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยผู้สูงอายุ กล่าวว่า สำหรับผู้สูงอายุที่ติดเชื้อโควิด-19 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มติดเตียง ดูแลตัวเองไม่ได้ เมื่อติดเชื้อมีอาการ เช่น ไข้สูง หอบเหนื่อย ออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า ร้อยละ 94 ต้องรักษาในโรงพยาบาล (รพ.) ติดต่อผ่านสายด่วน 1330 ได้ทันที ซึ่งหากมีอาการวิกฤตให้โทรสายด่วน 1669 ส่วนผู้ดูแลที่ดูแลเบื้องต้นระหว่างรอเตียง ต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือ N95 หรือหน้ากากเฟซชิลด์ ล้างมือเสมอ และใช้เวลาในการดูแลผู้ติดเชื้อให้สั้นที่สุด ไปจนถึงการแยกผู้ติดเชื้อออกจากคนอื่นในบ้านให้มากที่สุด แยกอาหาร ของใช้ต่างๆ และเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของอาการต่อเนื่อง

2.กรณีที่เป็นกลุ่มช่วยเหลือตัวเองได้ ติดบ้าน อายุน้อยกว่า 75 ปี มีอาการเล็กน้อย สามารถดูแลที่บ้านและชุมชน (Home and Community Isolation) ซึ่งติดต่อสายด่วน 1330 ให้การดูแล ส่วนต่างจังหวัดสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ของแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ การดูแลช่วง 10 วัน ให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงอาการต่อเนื่อง หากพบว่าไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าร้อยละ 94 หายใจเร็ว หอบเหนื่อย ให้รีบแจ้งสถานพยาบาลที่ดูแล เพื่อนำเข้าสู่ รพ.ต่อไป

Advertisement

“กรณีการแยกการใช้ห้องน้ำได้ ต้องให้ผู้ติดเชื้อใช้คนสุดท้าย และทำความสะอาดหลังใช้ทุกครั้ง แยกอาหาร ของใช้ สวมหน้ากากอนามัยถูกต้อง เว้นระยะห่าง และล้างมือ การทิ้งขยะในถุงสีแดง หรือเขียนกำกับให้ชัดเจนว่าเป็นขยะติดเชื้อ” นพ.นิธิรัตน์กล่าว