สธ.ชี้ยอดโควิดไทยสูงขึ้น จับตา 18 จว.ติดเชื้อพุ่ง! ยัน BA.2 ไม่แรงแต่แพร่เร็ว

21.02.22 | 15:14 น.
สธ.ชี้ยอดโควิดไทยสูงขึ้น จับตา 18 จว.ติดเชื้อพุ่ง! ยัน BA.2 ไม่แรงแต่แพร่เร็ว

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ว่าช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เริ่มฉีดในเด็กเพิ่มขึ้น ตั้งแต่อายุ 5-17 ปี โดยภาพรวมการฉีดวัคซีนโควิด-19 ข้อมูลถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เข็มที่ 1 จำนวน 53,126,900 ราย หรือร้อยละ 76.4 ส่วนเข็ม 2 ฉีดแล้ว 49,471,890 ราย หรือร้อยละ 71.1 ขณะที่เข็มที่ 3 ขึ้นไป ฉีดแล้ว 19,126,536 ราย หรือร้อยละ 27.5 จะพบว่ามีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนที่ยังไม่ฉีดขอให้ไปรับบริการ และคนที่ฉีด 2 เข็มแล้วหากจะป้องกันการติดเชื้อโอมิครอนดีขึ้นต้องฉีดเข็มที่ 3

“ผลการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มที่ 3 ไปแล้วร้อยละ 27.7 หวังว่าหากขึ้นไปถึงร้อยละ 70 การป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิตในผู้สูงอายุจะลดลงได้ ส่วนอีกกลุ่มเป็นเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดแล้วร้อยละ 7.7 ซึ่งฉีดเพิ่มต่อเนื่อง จึงเชิญชวนเด็กๆ ที่ต้องไปโรงเรียนและที่บ้านมีผู้สูงอายุ ขอให้พาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งจะป้องกันทั้งในเด็กและผู้สูงวัย” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก ล่าสุดกว่า 424 ล้านราย รายใหม่วันนี้ 1.2 ล้านราย ผู้เสียชีวิตรายใหม่ 5.2 พันราย สะสม 5.9 ล้านราย คิดเป็นอัตราร้อยละ 1.39 อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 1 ล้านกว่าราย สะสมทั้งสัปดาห์เฉลี่ยวันละ 12.4 ล้านราย เสียชีวิตสะสมรายสัปดาห์ 66,266 ราย ทั้งนี้ ภาพรวมยุโรป สหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง ขณะที่เอเชีย รัสเซีย ยังสูงอยู่ที่ 1.2 ล้านคน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีผู้ติดเชื้อมากขึ้น

“ส่วนเวียดนามตัวเลขก็ยังสูง ทั้งสัปดาห์ติดเชื้อ 2.6 แสนราย เรียกว่ารอบๆ บ้านเราติดเชื้อขาขึ้น จึงต้องติดตามเฝ้าระวังต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาพรวมทั่วโลก ในฝั่งยุโรปและอเมริกาเริ่มลดลง แต่ฝั่งเอเชียเพิ่มขึ้น ส่วนผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นแต่ไม่มาก” นพ.จักรรัฐกล่าว และว่า กรณีสายพันธุ์โอมิครอนที่ระบาดทั่วโลก มี BA.1 และ BA.2 โดยสายพันธุ์ BA.2 มีความรุนแรงใกล้เคียง BA.1 แต่มีข้อมูลว่า BA.2 จะติดเชื้อและแพร่เร็วกว่า BA.1 ประมาณ 1.4 เท่า สำหรับประเทศไทย ขณะนี้เริ่มพบ BA.2 ประมาณ ร้อยละ 50 จากการตรวจหาสายพันธุ์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

Advertisement

นพ.จักรรัฐกล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทยติดเชื้อเฉลี่ย 14 วัน ประมาณ 15,981 ราย แบ่งเป็น ในประเทศ 15,793 ราย ต่างประเทศ 188 ราย ผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 จำนวน 507,763 ราย

“สถานการณ์ตอนนี้เหมือนเป็นเส้นตรงขึ้นมา จึงต้องติดตามการติดเชื้อที่จะเพิ่มขึ้นในคลัสเตอร์ ในครอบครัว และชุมชน โดยขณะนี้มีผู้ป่วยกำลังรักษาอยู่ 166,397 ราย แบ่งเป็น รักษาใน HI และ CI และโรงพยาบาล (รพ.) สนาม 89,326 ราย อยู่ใน รพ.มีอาการน้อยๆ อยู่ที่ 76,275 ราย ทั้งนี้ ข้อมูลวันที่ 13-19 กุมภาพันธ์ 2565 กรณีผู้ติดเชื้อระลอกเดือนมกราคม รวมจำนวน 115,917 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากสถานที่เสี่ยงต่างๆ หรือเป็นคลัสเตอร์ ทั้งโรงเรียน ตลาด แคมป์คนงาน โรงงาน ร้านอาหาร อันนี้คือร้อยละ 54 ส่วนอีกร้อยละ 44.5 ผู้สัมผัสใกล้ชิดกันในครอบครัว หรือกลุ่มใกล้ชิดเสี่ยงสูง” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวอีกว่า กรณีปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจ ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขขึ้นตามจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยวันนี้พบผู้ป่วยปอดอักเสบเพิ่มขึ้นเป็น 796 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 202 ราย เสียชีวิตวันนี้ 32 ราย โดยเฉลี่ยเสียชีวิต 14 วัน อยู่ที่ 25 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ยังเป็นผู้สูงวัยและผู้มีโรคเรื้อรัง

“โดยเฉพาะร้อยละ 60 ไม่ฉีดวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว และไม่ฉีดบูสเตอร์ โดส อย่างวันนี้เสียชีวิต 32 ราย อยู่ในกลุ่ม 608 ซึ่งมี 16 ราย ไม่ฉีดวัคซีนสักเข็ม หรือฉีดเพียง 1 เข็ม จึงจำเป็นต้องรณรงค์ให้กลุ่มนี้รับวัคซีน เชื้อโอมิครอนที่มาประเทศไทยสำหรับอาการป่วยจากข้อมูล 53,709 ราย พบว่าไม่มีอาการ ร้อยละ 53.1 มีอาการป่วย ร้อยละ 46.9 ส่วนใหญ่เจ็บคอ ไอ หรือมีไข้ต่ำๆ เป็น 3 อาการหลักๆ ที่พบตอนนี้ หากเป็นกลุ่มเสี่ยง 608 อาจกลายเป็นอาการหนัก เชื้อลงปอดได้ ดังนั้น สังเกตอาการแรกๆ หากตากฝนมา มีเจ็บคอ ไอ ให้รีบตรวจ ATK เลย” นพ.จักรรัฐกล่าว

ทั้งนี้ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า การติดเชื้อในกลุ่มเด็ก 0-9 ปี เริ่มพบมากขึ้นเรื่อยๆ และคนทำงาน พบปะคนก็มีโอกาสติดเชื้อสูง อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่ต้องเตือนภัยระดับ 4 เนื่องจากการติดเชื้อขณะนี้แบ่งเป็นสีส้ม และสีแดง โดยรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 13-19 กุมภาพันธ์ 2565 พบว่าติดเชื้อกระจายทั่วประเทศแล้ว เป็นพื้นที่สีแดงและสีส้ม โดยสีแดงมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 100 ต่อประชากรแสนคน ส่วนสีส้มประมาณ 10-99 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งกลุ่มอายุที่ติดเชื้อพบว่าเพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม แต่มากสุดคือวัยทำงาน และวัยเด็ก ดังนั้น การทำงาน การรับประทานข้าวด้วยกัน การมีกิจกรรมร่วมกันยังเป็นปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนอาการปอดอักเสบในกลุ่มวัยต่างๆ นั้น กลุ่มเด็กแม้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแต่ป่วยหนักไม่เพิ่มมาก ถ้าเทียบกับอายุ 60 ปีขึ้นไป อาการจะมากขึ้น ส่วนวัยทำงาน ถ้าอายุ 50 กว่าปี ที่มีโรคประจำตัวก็จะทำให้เพิ่มขึ้นได้

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า สำหรับกลุ่มจังหวัดที่ต้องระวังคือ 18 จังหวัด ที่มีพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ 8 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต กาญจนบุรี กระบี่ พังงา นนทบุรี ปทุมธานี ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นบางวัน บางวันก็ลดลง อย่างกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น ลดลงบางวัน แต่แนวโน้มยังขึ้นอยู่

“จากการคาดการณ์พยากรณ์โรคอย่างเส้นสีน้ำเงิน ผู้ติดเชื้อแต่ละวันได้ทะลุการคาดการณ์เส้นสีน้ำตาลแล้ว แสดงว่าขณะนี้ค่อนข้างผ่อนคลาย มาตรการป้องกันควบคุมโรคอาจละเลย เมื่อผู้ติดเชื้อเพิ่ม ผู้เสียชีวิตก็เพิ่มตาม แม้จะไม่ได้เพิ่มมากแต่ต้องระวังกลุ่ม 608 ผู้สูงวัยและผู้มีโรคเรื้อรัง” นพ.จักรรัฐกล่าว