ปลัด สธ.เผย งบรักษาโควิดกว่า 88% ทุ่มให้กลุ่มเขียว นอน รพ.เอกชน ตั้งเป้า 4 เดือน ทำเป็นโรคประจำถิ่น

24.02.22 | 13:55 น.

ปลัด สธ.เผย งบรักษาโควิดกว่า 88% ทุ่มให้กลุ่มเขียว นอน รพ.เอกชน ตั้งเป้า 4 เดือน ทำเป็นโรคประจำถิ่น

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ.ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหน่วยงานภายในสำนักงานปลัด สธ. ถึงประเด็นที่ ครม.ให้กลับมาทบทวนการประกาศเกณฑ์ผู้ป่วยโควิด-19 วิกฤต ภายใต้สิทธิเจ็บป่วยวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (UCEP) ว่า สำหรับเรื่องยูเซ็ป ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กำลังทบทวนเรื่องนี้ โดยอำนาจการประกาศกระทรวงเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้ลงนามในประกาศแล้ว เพียงแต่ ครม.ขอให้ชะลอการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาออกไปก่อน


นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า โดยหลักของการกำหนดเกณฑ์ผู้ป่วยโควิดวิกฤต (UCEP Covid-19) ตามเดิมที่เราให้ผู้ที่สงสัยติดเชื้อสามารถเข้าตรวจและรักษาที่สถานพยาบาลใดก็ได้ ทั้งรัฐและเอกชน เพราะช่วงที่โรคยังใหม่เราก็ยังไม่มีประสบการณ์ จึงต้องรับผู้ติดเชื้อเข้ารักษาในโรงพยาบาล (รพ.) เพราะเรายังไม่รู้ว่าผู้ติดเชื้อสีเขียว จะกลายเป็นสีเหลือง สีแดงอย่างไรบ้าง โดยที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณดูแลผู้ป่วยโควิดเฉพาะคนไทย ราว 1 แสนล้านบาท โดยอยู่ที่ภาครัฐ 7 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 74% อยู่ที่ภาคเอกชนอีก 2.7 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 26% เมื่อมาดูว่าในจำนวนดังกล่าว 88% เป็นผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว นอกจากนี้ ยังมีค่ารักษาคนต่างด้าวอีก 4-5 พันล้านบาท และมีค่าบริหารจัดการวัคซีนอีก 1 แสนล้านบาท ฉะนั้น ต้องใช้ความรู้ในการบริหารงบประมาณมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การที่ปรับให้มีการรักษาโควิดตามสิทธิ ก็ไม่กระทบต่อการรักษาของประชาชน เพียงแต่ว่าจะต้องไปตรวจรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใน รพ.ที่ตนเองมีสิทธิสุขภาพนั้นๆ เช่น ประกันสังคม บัตรทอง

“แต่ตอนนี้ยุคโอมิครอน เรามีข้อมูลชัดเจนว่าผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว เป็นผู้ที่อาการน้อยถึงไม่มีอาการ มากถึง 90% กว่า โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว ก็จะมีโอกาสเกิดปอดอักเสบ อาการหนักน้อยมาก จนการแพทย์ไม่แนะนำให้ถ่ายภาพเอกซเรย์ เพื่อบริหารค่าใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่จำเป็น ให้เหมาะสม” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า ขณะนี้ตัวเลขของการเข้าอยู่ในระบบรักษาที่บ้านและชุมชน (Home and Community Isolation) ประมาณ 60% ซึ่งมากกว่าผู้ที่อยู่ใน รพ.แล้ว แต่เราอยากให้ถึง 90% เพื่อสอดคล้องกับสัดส่วนผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ เนื่องจาก รพ.ยังต้องเอาไว้ดูแลผู้ป่วยโรคอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อโควิดที่อาการไม่รุนแรง แต่มีโรคร่วมประมาณ 10% ต้องเข้า รพ. เราจึงมีต้องเตียงทรัพยากรให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ โดยเฉพาะโอมิครอนคนวัยหนุ่มสาว ที่มีอาการปอดอักเสบแต่พบว่าไม่ต้องการออกซิเจน ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไม่มีอาการ ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ โดย สธ.ได้ปรับแนวทางการให้ยา สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางไปจนถึงรุนแรง ส่วนคนที่ไม่มีอาการ หรืออาการน้อย ก็สามารถรับประทานยาตามอาการ นอนพักผ่อน ซึ่งสามารถเช้าระบบ HI/CI ได้ ฉะนั้น ก็จะใช้งบประมาณไม่ถึง 2.7 หมื่นล้านบาทในกลุ่มสีเขียว

Advertisement

“ไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องแนวคิดและทัศนคติให้เป็นโรคประถิ่น ที่เมื่อมีอาการน้อย สามารถกินยาพักผ่อนได้ แต่หากมีอาการมากขึ้น ก็สามารถไปหาหมอรักษาได้” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวด้วยว่า มีการประชุมกันในเรื่องการออกจากโรคระบาด(pandemic) เป็นโรคประจำถิ่นโคโรนาไวรัส 2019 (Endemic) เราวางแผนไว้ 4 เดือน ซึ่งจะมีรายละเอียดออกมาในสัปดาห์หน้า ว่าการที่จะออกจากโรคระบาด จะมีขั้นตอนอย่างไร แต่หลักสำคัญคือจะไม่มีการระบาดใหญ่แล้ว ซึ่งตนได้รับข้อมูลยืนยันจากแพทย์โรคติดเชื้อว่า โดยสภาพของการติดเชื้อ ความรุนแรงลดลง แต่การระบาดจะมากขึ้น เพราะเป็นโรคทั่วไปแต่ไม่อันตราย ซึ่งเป็นลักษณะของโรคติดต่อ

“เพียงแต่การติดเชื้อมาก ก็อาจจะมีอัตราผู้ที่ปอดอักเสบมากขึ้น แต่โดยสัดส่วนผู้เสียชีวิตจะลดลง จะเห็นจากตัวเลขป่วยตายลดลง แต่จะเห็นจากผู้เสียชีวิตวันนี้ 100% เป็นกลุ่ม 608 ดังนั้น โรคนี้น่าเป็นห่วงกับคนกลุ่มนี้ เพราะโรคเล่นงานคนสูงอายุ โรคเรื้อรั้ง” นพ.เกียรติภูมิกล่าว และว่า บ่ายวันนี้ตนจะเทเลคอนเฟอเรนซ์กับสาธารณสุขจังหวัดให้ค้นข้อมูลตามทะเบียนราษฎร์ ในกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปี เพื่อให้เข้ามารับวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยขณะนี้อัตราฉีดในกลุ่ม 608 ปัจจุบัน เข็ม 1-2 ฉีด 80% ส่วนเข็ม 3 ยังอยู่ 30% เราก็จะเร่งให้สูงขึ้น เพื่อลดโอกาสป่วยตาย

ด้าน นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมกรณีการฉีดวัคซีนโควิดในผู้สูงอายุ ว่า หากฉีดเข็ม 3 ในกลุ่มเสี่ยงได้ถึง 60-70% จะลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากตอนนี้ลงไปอีก 50%