กทม.ยกระดับดูแลผู้ติดเชื้อโควิด อาการเปลี่ยนพร้อมส่งต่อ ตั้งเป้าเข้าถึงใน 12 ชม.
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม.ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 เชื้อโอไมครอน ระลอกใหม่ โดยมีการวางแผนการตรวจคัดกรองโรค เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดให้กับประชาชน และฉีดวัคซีนโควิด-19 รวมทั้งบริหารจัดการผู้ป่วยที่เข้าสู่ระบบกักตัวที่บ้าน (Home Isolation: HI) ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ (Community Isolation: CI) และฮอสปิเทล (Hospitel) พร้อมขยายเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งในโรงพยาบาล (รพ.) หลัก รพ.สนาม ฮอสปิเทล รวมทั้งเตรียมเปิดศูนย์พักคอยเพิ่ม โดยบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาล ผ่านช่องทางของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และศูนย์ EOC ทั้ง 50 สำนักงานเขต
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาแบบ HI จากหน่วยบริการของสำนักอนามัย กทม. (ศูนย์บริการสาธารณสุข ทั้ง 69 แห่ง) คลินิกชุมชนอบอุ่นและคลินิกเวชกรรมร่วมให้บริการ รพ.สังกัดสำนักการแพทย์ กทม. รพ.สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เครือข่าย รพ. กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) รพ.เอกชน รวมถึงจิตอาสาต่างๆ โดยหากพบผู้ป่วยมีอาการแย่ลง จะดำเนินการส่งต่อศูนย์บริหารจัดการเตียง (Bed Management Center : BMC) เพื่อส่งต่อรพ.สนาม/รพ.ต่อไป แต่ถ้าพบผู้ป่วยมีอาการวิกฤตฉุกเฉิน จะสามารถประสานส่งต่อศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กทม. ผ่านทางสายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรีบดำเนินการนำส่งผู้ป่วยได้ทันท่วงที
“ทั้งนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อ หากประสงค์ทำการรักษาแบบกักตัวที่บ้าน สามารถโทรแจ้งได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 กด 14 สายด่วนศูนย์เอราวัณ 1669 กด 2 หรือสายด่วน EOC 50 เขต ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายการเข้าถึงผู้ป่วยภายใน 12 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะติดต่อกับผู้ป่วยเพื่อประเมินอาการเบื้องต้น หากผู้ติดเชื้อมีอาการไม่รุนแรง และสามารถแยกกักตัวได้ จะเข้าสู่การแยกกักรักษาที่บ้าน ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อมีอาการเปลี่ยนแปลง หรือไม่สามารถแยกกักที่บ้านได้ จะนำส่งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ หรือส่งไปยัง รพ.สนาม หรือส่งต่อรักษาใน รพ.ตามระดับความรุนแรงของอาการต่อไป” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการเตรียมความพร้อมการเปิดเรียนออนไซต์ (On-site) ในสถานศึกษาของ กทม. ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 มี ดังนี้ 1.คณะกรรมการตรวจประเมินความพร้อมการระดับสำนักงานเขต กำกับให้โรงเรียน (ร.ร.) ในสังกัดดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้มาตรการ Sandbox : Safety Zone in Schoool อย่างต่อเนื่องตลอดภาคการศึกษา 2.สร้างความรู้ความเข้าใจและขอความร่วมมือให้นักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กทม. ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานใน ร.ร.ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้ม สำหรับสถานศึกษา 3.ทำความเข้าใจและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของสถานศึกษา โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า 4.กรณี ร.ร.พบนักเรียนที่สงสัยติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (Patient Under Investigation : PUI) ให้แยกเด็กออกมาจากผู้อื่น แจ้งผู้ปกครอง และโทรแจ้งสายด่วนสุขภาพ 1646 ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ หรือโทรแจ้งศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อประเมินสถานการณ์ตามเกณฑ์สอบสวนโรค และ 5.สำนักการศึกษาร่วมกับสำนักอนามัยได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนในร.ร.สังกัด กทม.ระดับชั้นมัธยมศึกษา ที่มีอายุตั้งแต่ 12-18 ปีขึ้นไป จำนวน 109 ร.ร. แล้ว และจะดำเนินการฉีดให้กับนักเรียนในระดับอนุบาลศึกษาและประถมศึกษา ที่มีอายุตั้งแต่ 5-11 ปี ซึ่งประสงค์ฉีดวัคซีน ตั้งแต่ปลายเดือน กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป โดยมีนักเรียนแจ้งความประสงค์ฉีดวัคซีน รวมทั้งสิ้น 215,165 คน รวม 431 ร.ร. โดยจะใช้ ร.ร.เป็นสถานที่ฉีดวัคซีน (School-based vaccination) การฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียนกลุ่มดังกล่าวจะฉีดทีละระดับชั้น โดยเริ่มฉีดจากระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อน ไล่ลงมาจนถึงระดับชั้นอนุบาล 1 ตามลำดับ

