ไทย ผนึกภาคีเครือข่าย มุ่งเป้าลดความเหลื่อมล้ำและยุติเอดส์ภายในปี 73

7.03.22 | 17:41 น.
ไทย ผนึกภาคีเครือข่าย มุ่งเป้าลดความเหลื่อมล้ำและยุติเอดส์ภายในปี 73

วันนี้ (7 มีนาคม 2565) ที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการ กต. นายโทฟิก บักคาลิ รักษาการผู้อำนวยการโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS)
ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เปิดการประชุมสัมมนาผู้บริหารระดับสูง ในหัวข้อ “Ending AIDS: Zero Discrimination, One World” เนื่องในวัน Zero Discrimination Day จัดโดย สธ. ร่วมกับ กต.และยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) มีผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ ประจำประเทศไทย หรือผู้แทน องค์กรระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม ชุมชน ผู้มีเชื้อเอชไอวี และกลุ่มประชากรหลัก รวมทั้งสถาบันวิชาการ ทั้งในประเทศไทยและเครือข่ายสมาชิกทั่วโลก

นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกวันที่ 1 มีนาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์สากลเพื่อยุติการเลือกปฏิบัติ (Zero Discrimination Day) แต่ปัจจุบันยังพบปัญหาการตีตราและการเลือกปฏิบัติ ทั้งที่บ้าน สถานที่ทำงาน
โรงเรียน สถานบริการด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ในด้านกฎหมาย จึงทำให้คนไม่กล้าเข้ารับการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี และบริการป้องกันและการรักษาที่จัดไว้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการยุติเอดส์ อย่างไรก็ตาม การที่จะลดการเลือกปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และค่านิยมที่หยั่งรากลึกในสังคมมาเป็นเวลานาน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงแนวทางและแนวปฏิบัติ รวมถึงกฎหมายต่างๆ ในการเข้าถึงบริการเอชไอวี จึงเป็นเรื่องท้าทายของประเทศสมาชิกทั่วโลกที่จะต้องเร่งดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรม

นายอนุทิน กล่าวว่า ในวาระที่ประเทศไทยเป็นประธานคณะกรรมการบริหารโครงการโรคเอดส์
แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS Programme Coordinating Board: PCB) ปี 2565 ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการยุติการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายการยุติการตีตราและการเลือกปฏิบัติได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยการสานพลังภาคีเครือข่ายประชาคมโลก และหวังว่า การสัมมนาในวันนี้ ประชาคมโลก ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และภาควิชาการ จะร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์การทำงาน พร้อมกำหนดประเด็นปัญหาสำคัญที่นำมาแก้ไข ยุติการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายและเจตนารมณ์ในการลดความเหลื่อมล้ำและยุติโรคเอดส์ให้ได้ภายในปี 2573

Advertisement

ด้านนายวิชาวัฒน์ กล่าวว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพื่อยุติเอดส์ภายในปี 2573 ประชาคมระหว่างประเทศจำเป็นต้องเพิ่มความพยายามเป็น 2 เท่าใน 4 ด้าน ดังนี้ 1.การส่งเสริมหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เข้าถึงและครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร 2.การเสริมสร้างความร่วมมือ แบ่งปันและสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ และงบประมาณ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานต่อ
โรคเอดส์ในทุกระดับ 3.เดินหน้าดำเนินงานยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติเพื่อยุติเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามพันธสัญญาทางการเมืองภายใต้ยุทธศาสตร์เอดส์โลก ปี 2021-2026 และ ปฏิญญาทางการเมืองด้านเอชไอวี/เอดส์ปี 2021 และ 4.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ตลอดจนชุมชน ในการออกแบบ กำหนดรูปแบบ เพื่อป้องกันและให้บริการด้านเอชไอวี/เอดส์ นำไปสู่การยุติการตีตราที่เกี่ยวกับเอชไอวีได้

“สำหรับประเทศไทย เป็น 1 ใน 29 ประเทศที่เข้าร่วม Global Partnership for Action พร้อมสนับสนุนขับเคลื่อนการยุติการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวีในทุกรูปแบบ โดยที่ผ่านมา รัฐบาล
ภาคประชาสังคมและชุมชน ได้ร่วมกันพัฒนาแผนปฏิบัติการความร่วมมือเพื่อยุติการตีตราที่เกี่ยวข้องกับ      เอชไอวี (Partnership Action Plan to End HIV-related Stigma) รวมทั้งระดมงบประมาณสนับสนุนและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานให้เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่” นายวิชาวัฒน์ กล่าว