นายกฯ ประยุทธ์ ผนึก 12 องค์กรรัฐ เพิ่มคุณภาพบริการด้านการแพทย์-สาธารณสุขด้วยดิจิทัล

17.03.22 | 13:23 น.
นายกฯ ประยุทธ์ ผนึก 12 องค์กรรัฐ เพิ่มคุณภาพบริการด้านการแพทย์-สาธารณสุขด้วยดิจิทัล

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการพัฒนาเพิ่มคุณภาพการบริการด้านการแพทย์ และสาธารณสุขผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมี 12 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงกลาโหม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กรุงเทพมหานคร (กทม.) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สภากาชาดไทย มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โรงพยาบาล (รพ.) ตำรวจ สำนักพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมมือกันภายใต้ชื่อ องค์กรภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพเพื่อเป็นคลังข้อมูลประโยชน์ต่อสาธารณสุขไทย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยเป็นอย่างมาก เป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องนำคลังข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data มาช่วยในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข และการวิเคราะห์เพื่อพัฒนางานบริการ จำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพและการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ (Health Information Exchange) อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสอดรับนโยบายการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และแนวทางการบูรณาการฐานข้อมูลสุขภาพ ทั้งนี้ จึงได้จับมือร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือภายใต้ โครงการพัฒนาเพิ่มคุณภาพการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

 

Advertisement

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า สำหรับ องค์กรภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐทั้ง 12 หน่วย ที่ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ที่ยังกระจัดกระจายอยู่ในฐานข้อมูลของหน่วยบริการต่างๆ จึงมีข้อตกลงร่วมกันพัฒนาการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพ (Health Information Exchange : HIE) จากระเบียนข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Personal Health Record :PHR) ของแต่ละฝ่ายระหว่างกัน ทำให้เกิดประโยชน์ของการบูรณาการข้อมูลเพื่อสนับสนุนนโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศ และในการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพนี้จะเกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น ประชาชนที่มีสิทธิเข้ารับบริการด้านสุขภาพได้ทุกหน่วยบริการ, การบริการแพทย์ทางไกล และการบริการสุขภาพรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพ และการดำเนินการในระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นต้น

ศ.(พิเศษ) เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการ อว. กล่าวว่า เป็นก้าวย่างสำคัญยิ่งที่จะนำมาสู่การสร้างความร่วมมือพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มกลางสู่การเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพของประเทศ (National Health Information Platform) ซึ่งจะมีคลังข้อมูล หรือ Big Data ด้านสาธารณสุขขนาดใหญ่ แม้จะเกิดประโยชน์ต่อเครือข่ายสาธารณสุขไทยและนวัตกรรมในหลายๆ ด้าน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ยึดหลักการให้บริการประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้โครงการพัฒนาเพิ่มคุณภาพการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการมีความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเจ็บป่วยไปรักษาที่ไหน แพทย์สามารถตรวจสอบประวัติการรักษา และให้การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการดีอีเอส กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาด้วยความพยายามของ สธ., อว. นำโดย ดีอีเอส ได้นำร่องในการเชื่อมโยงข้อมูล ด้านสุขภาพผ่านระบบ Health Link ซึ่งปัจจุบันมี รพ.กว่า 100 แห่ง ที่สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้นได้สำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข นำโดย ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร ที่ต้องการปฏิรูประบบบริหารจัดการฐานข้อมูล และการสื่อสารของประเทศให้มีประสิทธิภาพสามารถรองรับสถานการณ์การระบาดทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ทางด้าน พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า โครงการพัฒนาเพิ่มคุณภาพการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตสุขภาพที่ 13 ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูประบบการบริการและการรักษาประชาชนของประเทศ โดย กทม.จะอำนวยความสะดวก และให้การความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ให้ประสบความสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้