หมอชี้ติดโอมิครอนซ้ำ BA.1กับ BA.2 มีโอกาสเกิดได้ เหตุเชื้อแพร่เร็ว แนะบูสต์วัคซีนสกัด

28.03.22 | 12:34 น.
หมอชี้ติดโอมิครอนซ้ำ BA.1 กับ BA.2 มีโอกาสเกิดได้ เหตุเชื้อแพร่เร็ว แนะบูสต์วัคซีนสกัด

กรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กแจ้งติดโควิด-19 รอบ 2 ในช่วง 1 เดือน และแพทย์ระบุว่าเป็นการติดซ้ำของสายพันธุ์โอมิครอน BA.1 และ BA.2 ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และในอังกฤษมีผู้ติดโควิด-19 ซ้ำถึง 650,000 คน โดยเชื้อโอมิครอนมีโอกาสติดซ้ำมากกว่าเชื้อเดลต้าถึง 5 เท่า และล่าสุดได้มีการส่งต่อผลแล็บของตนไปตรวจสายพันธุ์ต่อนั้น

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำ 2 ครั้ง ในระยะเวลา 1 เดือน ว่า การติดเชื้อโควิด-19 ที่ต่างสายพันธุ์กันสามารถติดเชื้อซ้ำได้ เช่น คนที่หายจากโควิดสายพันธุ์เดลต้า ก็สามารถติดสายพันธุ์โอมิครอนซ้ำได้ ส่วนกรณีสายพันธุ์โอมิครอนเหมือนกัน แต่เป็นสายพันธุ์ย่อย เช่น BA.1 กับ BA.2 ยังเป็นความรู้ใหม่ ซึ่งต้องติดตามรายละเอียดข้อเท็จจริงอีกครั้ง

นพ.โอภาสกล่าวว่า ตามหลักแล้ว ก็มีโอกาส แต่จะ 1 ในแสนราย หรือ 1 ในล้านราย ต้องดูข้อมูลประกอบ รวมถึงดูระยะเวลาด้วย เนื่องจากเมื่อติดเชื้อแล้ว จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อ ส่วนใหญ่จะไม่ติดซ้ำในระยะเวลาสั้นๆ ยกเว้นคนที่มีปัญหาเรื่องการสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ขณะนี้ข้อมูลผู้ติดเชื้อซ้ำในสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2 ระยะสั้นๆ ยังมีน้อยมาก ดังนั้น ข้อมูลไม่มากพอที่จะบอกได้ว่า มีอาการรุนแรงมากขึ้นหรือไม่อย่างไร ต้องดูจากประวัติของผู้ติดเชื้อ เพื่อเก็บข้อมูลต่อไป

“เชื้อโอมิครอนส่วนใหญ่อยู่ในทางเดินหายใจส่วนต้น เชื้อก็จะออกมาจากการ ไอ จาม พูด มากกว่าเชื้อเดลต้าที่ลงปอดได้เยอะกว่า จึงเป็นที่มาว่า เชื้อโอมิครอนแพร่ได้เร็ว และระยะฟักตัวสั้น รวมถึงหลายคนไม่มีอาการ ก็จะแพร่เชื้อได้เร็ว แต่ส่วนใหญ่อาการน้อย โดยเฉพาะคนฉีดวัคซีนแล้ว อาการก็จะเพียงระคายคอ ไม่มีไข้ แต่สำหรับคนสูงอายุก็จะรุนแรงกว่า โดยเฉพาะคนไม่ฉีดวัคซีน เราจึงเชิญชวนกลุ่ม 608 ไปรับวัคซีน” นพ.โอภาสกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนมองว่าตัวเองหายติดเชื้อแล้ว จะไม่ติดเชื้อซ้ำอีก ทำให้ประมาท นพ.โอภาสกล่าวว่า สำหรับคนที่มีประวัติติดเชื้อโควิด-19 แล้ว ขอให้ยังระมัดระวังตนเองเสมอ สวมหน้ากากอนามัย ปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention ความเสี่ยงคือ การพบปะกับคนไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะการรับประทานอาหาร ทั้งนี้ นโยบาย Self-clean up ด้วยการงดไปสถานที่เสี่ยงก่อนเดินทางกลับบ้านในช่วงสงกรานต์ รวมถึงการฉีดวัคซีนกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) โดยเฉพาะคนสูงอายุ

Advertisement

เมื่อถามว่า เกณฑ์การแบ่งค่า CT จากการตรวจ RT-PCR ว่าค่ามากหรือน้อย บ่งบอกอะไรได้บ้าง นพ.โอภาสกล่าวว่า ค่า CT จะขึ้นอยู่กับแล็บที่ตรวจเชื้อ RT-PCR ส่วนจะบอกว่าเป็นเชื้อที่มีชีวิต หรือซากเชื้อ จะต้องดูเรื่องอาการและข้อมูลผู้ป่วยประกอบด้วย แต่หากค่า CT สูงๆ เช่น 35 ขึ้นไป แปลว่ามีเชื้อน้อย แต่ต้องดูอาการและประวัติ ฉะนั้นการวินิฉัยว่าติดเชื้อหรือไม่ ไม่ได้ดูเพียงผลแล็บอย่างเดียว เช่น คนมีประวัติติดเชื้อแล้วอีก 2 เดือน ติดซ้ำอีก เราต้องดูประวัติ ค่า CT ว่าสูงหรือต่ำ หากค่าสูงมากร่วมกับไม่มีอาการอะไร ก็แปลความได้ว่าเป็นซากเชื้อ ทั้งนี้ การแปลความตรงนี้ต้องมีความระวัง