ศบค.ย้ำ ไทยยังขาขึ้น ดับเกิน 80 ติดกัน 2 วัน ชวนรณรงค์ ‘ฉีดเข็มกระตุ้น’ รับหยุดยาว
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 31 มีนาคม ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ทำเนียบรัฐบาล พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19
พญ.สุมนีกล่าวว่า สถานการณ์โควิดทั่วโลกวันนี้ ผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทั่วโลก 1,573,443 ราย เสียชีวิต 4,239 ราย คิดเป็น 1.27 เปอร์เซ็นต์, ยอดผู้ติดเชื้อสะสมราย 7 วันอยู่ที่ 10,182,938 ราย โดยอันดับที่ 1 ยังคงเป็น ประเทศเกาหลีใต้ 2,347,709 ราย, อันดับที่ 2 เยอรมนี 1,534,170 ราย
“เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศฝั่งยุโรปบางประเทศ มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เมื่อดูตามยอดสะสมรายสัปดาห์ ได้แก่ อันดับที่ 3.ฝรั่งเศส อันดับ 5.สหราชอาณาจักร 6.อิตาลี 9.ออสเตรเลีย และ 10.เนเธอร์แลนด์ ซึ่งยังคงมียอดผู้ติดเชื้อสะสมราย 7 วันอยู่ที่ 200,000- 900,000 ราย

สำหรับยอดผู้ติดเชื้อรายสัปดาห์ในเอเชีย พญ.สุมนีชี้ว่า ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 13 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งอยู่ในอันดับที่ 14
“ไทยมียอดผู้ติดเชื้อสะสมราย 7 วัน 176,606 รายซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว และเมียนมา ในช่วงนี้การติดเชื้อโอมิครอนคือ สายพันธุ์ BA.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของ โอมิครอนดั้งเดิม มีรายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า มีอัตราการเพิ่มขึ้นของสายพันธุ์นี้ทุกสัปดาห์ จาก 27.9 เปอร์เซ็นต์ เป็น 39 เปอร์เซ็นต์ สัปดาห์ล่าสุด 54.9 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ศูนย์ CDC ของสหรัฐ คาดว่าสายพันธุ์ BA.2 จะแพร่ตัวเร็วกว่าโอมิครอนดั้งเดิม 30 เปอร์เซ็นต์” พญ.สุมนีระบุ
ในส่วนของสถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยวันนี้ จากการตรวจ PCR อยู่ที่ 27,560 ราย ยอดจาก ATK 16,079 ราย ยอดผู้ป่วยที่ติดและตรวจด้วยวิธี PCR เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ ประมาณกว่า 2,000 ราย รวมแล้ว 43,639 ราย โดยแบ่งเป็นยอดผู้ติดเชื้อที่มาจากต่างประเทศ 61 ราย สำหรับเดือนมีนาคมนี้ มียอดติดเชื้อที่เดินทางจากต่างประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับการติดเชื้อในประเทศ

ส่วนยอดผู้ที่รักษาหายแล้ว 25,077 ราย ยังอยู่ในระบบการรักษา 246,770 ราย ในจำนวนนี้อยู่ในโรงพยาบาลสนาม, บ้าน, ในที่กักตัวในชุมชน 184,023 ราย, อยู่ในโรงพยาบาล 67,647 ราย โดยในโรงพยาบาลแบ่งออกเป็นผู้ป่วยปอดอักเสบ 1,808 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 81 ราย มีผู้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 713 ราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 34 ราย
พญ.สุมนีกล่าวว่า จะพบว่าแนวโน้มของทั้งผู้ติดเชื้อรายวัน ผู้ป่วยปอดอักเสบ และผู้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ มีทิศทางเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้ประเทศไทยยังเป็นช่วงขาขึ้น ฉะนั้น มาตรการยังสำคัญ และเน้นย้ำให้ประชาชนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สำคัญที่สุดคือการฉีดวัคซีน ที่จะช่วยลดอาการหนัก ไม่ต้องแอดมิตเข้ารักษาในโรงพยาบาล
ในส่วนของ 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยปอดอักเสบสูงสุด (30 มี.ค.) ได้แก่ กรุงเทพฯ 200 ราย, นครราชสีมา 110 ราย, สมุทรปราการ 81 ราย, สงขลา 68 ราย, กาญจนบุรี 56 ราย, นนทบุรี 52 ราย, ชลบุรี และระยอง จังหวัดละ 48 ราย, สุราษฎร์ธานี 47 ราย และนครศรีธรรมราช 45 ราย
โดยจังหวัดที่มีแนวโน้มลดลงคือสงขลา นนทบุรี และสุราษฎร์ธานี ขณะที่จังหวัดกาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช ผู้ป่วยมีอาการทรงตัว อัตราการครองเตียงที่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ มีอยู่ 2 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี 50.90 เปอร์เซ็นต์ และสงขลา 65.70 เปอร์เซ็นต์

“เป็นตัวเลขที่ทำให้สถานพยาบาลของจังหวัดเตรียมการรองรับผู้ป่วยหนักให้มีความพร้อมมากขึ้น เนื่องจากยังเป็นช่วงขาขึ้นอยู่ เดือนหน้าก็จะเป็นช่วงที่มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมสงกรานต์ด้วย อัตราครองเตียงในประเทศจากเดิม 1 ใน 4 ของจำนวนครองเตียงทั้งหมดทั่วประเทศ วันนี้อัตราการครองเตียงอยู่ที่ 29.5 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 มีผู้ต้องการเตียงในการรักษาเพิ่มขึ้น จึงยังต้องเน้นย้ำมาตรการส่วนบุคคลอยู่เสมอ อยู่ห่าง ล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่ยังต้องอาศัยอยู่กับกลุ่มเปราะบาง อย่างผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว” พญ.สุมนีกล่าว และว่า
สำหรับยอดผู้เสียชีวิตในวันนี้มี 85 ราย โดยรายงานยอดผู้เสียชีวิตเกิน 80 คน รายงานต่อเนื่อง 2 วันแล้ว ซึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้มีเพียงบางวันที่เกิน 80 ราย ซึ่งการที่จะให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น อัตราการเสียชีวิตต้องน้อยกว่า 80 ราย/วัน เป็นทิศทางว่าเรามีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยเป็นชาย 51 หญิง 34 ราย คนไทย 84 ราย อเมริกา 1 ราย ค่ากลางอยู่ที่อายุ 75 ปี อายุน้อยที่สุด 22 ปี อายุมากที่สุด 92 ปี โดยมากกว่า 81 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว 608

พญ.สุมนีกล่าวอีกว่า ช่วงนี้ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ไทย และวันหยุดยาว ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายจัดสัปดาห์รณรงค์การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ผู้สูงอายุ โดยการฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง 608 ผลสรุปจากสำนักตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนสะสมรวม 129 ล้านโดส
ยอดฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 วันนี้ 70,532 โดส หรือ 79.80 เปอร์เซ็นต์ เข็มที่ 2 จำนวน 21,432 โดส หรือ 72.32 เปอร์เซ็นต์ เข็มที่ 3 จำนวน 135,415 โดส และเข็มที่ 4 18,417 โดส รวมกันอยู่ที่ 34.9 เปอร์เซ็นต์
การฉีดวัดซีนรายจังหวัด ที่กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มโรคเรื้อรัง 608 ได้วัคซีนเข็มกระตุ้นเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ขณะนี้ มี 7 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี, น่าน, สมุทรปราการ, ลำพูน, มหาสารคาม, ชัยนาท และภูเก็ต
จังหวัดที่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นได้ใกล้เป้าหมาย เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ มี 10 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ชลบุรี, สมุทรสงคราม, ระยอง, ลพบุรี และกรุงเทพมหานคร
หากดูยอดการฉีดเข็มกระตุ้น ผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง มีจังหวัดที่ฉีดเกินเป้า 70 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ นนทบุรี, สมุทรปราการ, น่าน อยุธยา ลำพูน และภูเก็ต

ยอดฉีดเกิน 60 เปอร์เซ็น ได้แก่ จังหวัดอ่างทอง, ระยอง, ชัยนาท, มหาสารคาม, สระบุรี และกรุงเทพฯ
“ต้องให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ หรือผู้นำชุมชนที่ได้ช่วยดำเนินการฉีดเข็มกระตุ้นเชิงรุกให้กับกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ และขอบคุณผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับมารับเข็มกระตุ้น ซึ่งจะทำให้หยุดยาวที่จะมาถึงปลอดภัยจากโควิด พบปะลูกหลานได้อย่างสบายใจ” พญ.สุมนีกล่าว
พญ.สุมนีกล่าวอีกว่า โดยสรุปสถานการณ์ covid ของประเทศไทยวันนี้ จํานวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ผู้ป่วยปอดอักเสบและผู้ใส่ท่อช่วยหายใจยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเป็นไปตามที่คาดการณ์ ภาพรวมของอัตราการครองเตียงอันดับที่ 2-3 คือผู้ป่วยอาการหนัก ซึ่งเพิ่มขึ้น
“ขอความร่วมมือให้ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังคงต้องรณรงค์ให้ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ต่างๆ มารับการฉีดวัคซีน ช่วงสงกรานต์ที่จะมาถึง จะได้พบปะสังสรรค์ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์โควิด เพิ่มขึ้น”


