กรมควบคุมโรคชี้ ตัวเลขโควิดลด เพราะตรวจน้อย แนะจับตาอีก 2 สัปดาห์

19.04.22 | 12:10 น.

กรมควบคุมโรคชี้ ตัวเลขโควิดลด เพราะตรวจน้อย แนะจับตาอีก 2 สัปดาห์

เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับการระบาดช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ พบการติดเชื้อจาก RT-PCR เฉลี่ยวันละ 3 หมื่นราย และลดลงมาเรื่อยๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ประมาณเกือบ 2 หมื่นราย ส่วนเมื่อวันที่ 18 เมษายน รายงาน 1.6 หมื่นราย ส่วนการตรวจ ATK ก็แนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน

“อย่างไรก็ตาม การลดลงของตัวเลข ณ ขณะนี้อาจไม่ใช่การลดยอดผู้ติดเชื้อลงจริง เพราะช่วง 3-4 วันที่ผ่านมาตรวจลดลงมาก จากเมื่อก่อนเคยตรวจวันละเกือบแสนราย เหลือวันละ 8 หมื่นราย ตอนนี้ตรวจด้วย ATK วันละ 3 หมื่นราย ตรวจ RT-PCR ก็ประมาณ 3 หมื่น เลยเจอแค่ 1 หมื่นกว่าราย ดังนั้น ถ้าตรวจขึ้นไปอีก 2 เท่า เป็น 6-7 หมื่นราย ก็น่าจะยังขึ้นอยู่ อย่างไรก็ตาม การจะบอกว่าการติดเชื้อช่วงสงกรานต์เพิ่มขึ้นหรือไม่นั้นต้องรออย่างน้อย 1 สัปดาห์ที่คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิต และเริ่มตรวจมากขึ้นเพราะไปมีความเสี่ยงและมีความกังวล” นพ.จักรรัฐกล่าว

ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยากล่าวว่า ส่วนผู้เสียชีวิตขณะนี้สังเกตว่า ผู้ป่วยโรคไตเสียชีวิตมาก ซึ่งมีข้อสมมุติฐานหนึ่งคือ ผู้ที่จะไปล้างไตต้องฉีดวัคซีน หรือตรวจ ATK ซึ่งกระบวนการอาจยุ่งยากทำให้การไปรับบริการล้างไตน้อยลง จึงทำให้อาการหนักได้ อีกเรื่องคือผู้ป่วยไตแม้จะฉีดวัคซีนแล้วแต่อาจสร้างภูมิคุ้มกันได้น้อย จึงอาจต้องหาแอนติบอดีมาฉีดแทนหากติดเชื้อหรือก่อนติดเชื้อ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการป่วยหนัก ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตระลอกนี้แตกต่างจากเชื้อเดลต้า ที่เมื่อมาถึงก็มีปอดอักเสบค่อนข้างหนักเลย แต่ระลอกนี้ส่วนใหญ่ป่วยจากโรคประจำตัวก่อน แล้วติดเชื้อเริ่มมีปอดอักเสบจึงเสียชีวิต เพราะไปรักษาโรคอื่น พอรู้ว่าติดเชื้อโรคเก่ายังไม่ทันจะดี ติดเชื้อซ้ำเข้าไปก็อาจทำให้เสียชีวิต เราเจอเหตุการณ์อย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีช่วงสงกรานต์มีตัวเลขการฉีดวัคซีนรายวันน้อยมาก ประมาณ 1-2 หมื่นกว่าโดสต่อวัน ทั้งที่ สธ.รณรงค์ให้ลูกหลานกลับบ้านพาผู้สูงอายุไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุุขภาพตำบล (รพ.สต.) ใกล้บ้าน นพ.จักรรัฐกล่าวว่า สาเหตุจาก รพ.สต.ยังไม่ได้รายงานลงทะเบียนการฉีดวัคซีนเข้าระบบ อีกทั้งตัวเลขมาจากโรงพยาบาล (รพ.) เป็นหลัก ถ้า รพ.สต.บันทึกข้อมูลทั้งหมดอาจจะได้จำนวนผู้ฉีดวัคซีนมากขึ้น เพราะตอนนี้ระบบยังเข้าไม่ได้ 100 ส่วนกรณีผู้สูงอายุไม่ยอมไปฉีดวัคซีนเพราะเดินทางลำบาก ไม่มีคนพาไปฉีดวัคซีนนั้น ลูกหลานกลับบ้านไปก็พบว่าช่วยให้กลุ่มนี้เข้ามาฉีดวัคซีนมากขึ้น กลุ่มที่ไม่ยอมมาฉีดก็ต้องช่วยกันรณรงค์มากขึ้น

“ส่วนที่กังวลผลข้างเคียง รพ.สต.ก็พาเข็มไปหาแขน มีการอธิบายก็ได้กลับเข้ามาพอสมควร ถือว่ากลยุทธ์ รพ.สต.เข้ามาช่วยก็น่าได้ผลมากขึ้น แต่ยังมีประชากรสูงวัยหลายส่วนหลายจังหวัดที่อพยพย้ายถิ่นทำงาน หรือตามลูกหลานมาอยู่ กทม.หรือจังหวัดใหญ่ๆ เป็นอีกส่วนที่ทำให้ รพ.สต.ในพื้นที่ไม่ทราบ ต้องให้ รพ.สต.พื้นที่ใหม่ที่ก็ไม่ทราบว่ามาอยู่เช่นกัน ถือเป็นช่องว่างที่ต้องปรับกลยุทธ์ต่อ” นพ.จักรรัฐกล่าว

Advertisement

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ส่วนการสุ่มตรวจดูว่าใครติดเชื้อมากน้อยแค่ไหนในประเทศไทย ปกติจะตรวจจากภูมิคุ้มกัน แต่มีการฉีดวัคซีนด้วย การตรวจภูมิคุ้มกันจึงไม่สามารถบอกได้ แต่มีเทคนิคในการตรวจสอบ ซึ่งมีการดำเนินการอยู่ เบื้องต้นคร่าวๆ น่าจะติดเชื้อในประเทศไทยแล้วร้อยละ 10 จากประชากร 60-70 ล้านคน
“หากรวมคนฉีดวัคซีนไปด้วย นับในกลุ่มฉีดเข็ม 3 เป็นหลัก เหมือนว่าประชากรเรามีภูมิคุ้มกันไม่มาก อาจจะมีร้อยละ 50 เราต้องการร้อยละ 80 จึงต้องเร่งบูสต์ โดยเฉพาะการเจาะกลุ่มสูงวัยที่เสี่ยงอาการรุนแรงและเสียชีวิต หน่วยงานต่างๆ ต้องช่วยกัน” นพ.จักรรัฐกล่าว