สธ.แฉ หนุ่มสาวติดโควิดไม่บอก ไม่กักตัว แพร่เชื้อต่อสูงวัย จี้ ตร.ฟันสถานบันเทิงทำผิด กม.
เมื่อวันที่ 19 เมษายน นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีปัญหาการไม่ตรวจหาเชื้อโควิด-19 หรือตรวจพบเชื้อแล้วแต่ไม่แจ้งเข้าระบบ ไม่กักตัว และยังมีการเดินทางไปทั่ว ว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะยิ่งทำให้ยอดติดเชื้อสูงขึ้น จนอาจขยับไปสู่อีกเส้นคาดการณ์ในฉากทัศน์ที่กรมควบคุมโรคทำไว้ ซึ่งอาจจะสูงถึงขั้นเส้นสีแดง หรือที่มีการคาดการณ์ว่าจะติดเชื้อถึงวันละ 1 แสนราย ก็เป็นไปได้
“เพราะไม่ตรวจก็จะไม่ทราบเลย อย่างไรก็ตาม การไม่ตรวจ ไม่บอก ไม่กัก เราอาจไปห้ามเขาไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องให้ความรู้อย่างมากคือ ทุกคนต้องระวังและต้องคิดถึงคนอื่นด้วย หากมีความเสี่ยงต้องคิดเสมอว่าอย่าไปแพร่เชื้อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเกิดอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ซึ่งนั่นก็คือผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาเป็นกลุ่มวัยทำงานที่ออกไปมีกิจกรรมรวมตัว แต่โอกาสติดเชื้อ อาการรุนแรง หรือป่วยหนักมีไม่มาก เพราะฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว หลายคนบูสต์เข็มที่ 3-4 ไปแล้ว แต่ที่กังวลคือการไปแพร่เชื้อต่อในกลุ่มสูงวัย ถ้าบล็อกตรงนี้ได้ก็จะไม่แพร่ไปต่อ ลดการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ ซึ่งตัวเลขป่วยหนักและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นตอนนี้ เป็นผลพวงจากการติดเชื้อจำนวนมากก่อนเทศกาลสงกรานต์ ทำให้แพร่ไปสู่กลุ่มเสี่ยง ทำให้ติดเชื้ออาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และบล็อกไม่ทัน เพราะกลุ่มเสี่ยงก็ฉีดวัคซีนกันน้อย” นพ.จักรรัฐกล่าว
ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยากล่าวว่า การป้องกันไม่ให้วัยทำงานแพร่เชื้อโควิด-19 ไปสู่กลุ่มเสี่ยง คือ 1.สวมหน้ากากอนามัยในที่ทำงานเพื่อบล็อกตัวเอง ตรวจ ATK ก่อนเข้าทำงาน ช่วยบล็อกกันเอง เมื่อพบผู้สูงวัยต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงอยู่บ้านด้วยกัน 5 วันแรก ต้องสวมหน้ากากคุยกัน แยกรับประทานอาหาร นอนคนละห้อง 2.ผู้สูงวัยไปฉีดวัคซีนป้องกัน และ 3.ผู้สูงอายุที่พบเจอกันเองต้องป้องกันตนเอง สวมหน้ากากตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารด้วยกัน
“เพราะผู้สูงวัยบ้านนี้อาจติดเชื้อจากลูกหลานแล้วพาไปติดกับอีกบ้านที่ไม่ได้ติดจากลูกหลานก็ได้ ต้องขอให้ผู้สูงวัยสวมหน้ากากด้วย เพราะส่วนใหญ่อยู่บ้านจะไม่อยากสวมหน้ากาก จึงอาจต้องรณรงค์ผู้สูงวัยสวมหน้ากากขณะเจอหรือใกล้ชิดคนอื่นด้วย ซึ่งจำเป็นมากในช่วง 2 สัปดาห์นี้ เจอใครขอให้สวมหน้ากากก่อน” นพ.จักรรัฐกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสถานบันเทิงที่เริ่มกลับมาเปิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และอาจเปิดดำเนินการต่อจะกระทบเรื่องผู้ติดเชื้อจากการที่มีบางกลุ่มบางคนออกไปเที่ยวมากขึ้นหรือไม่ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ยังผิดกฎหมายอยู่หรือไม่ ตรงนี้อยู่ที่ตำรวจ ก็ต้องเป็นไปตามมาตรการกฎหมาย ทั้งนี้ การระบาด 3 ระลอกแรกที่ผ่านมาประเทศไทยติดเชื้อจากการไปเที่ยวสถานบันเทิงจำนวนมาก
“ระลอกนี้เราบล็อกสถานบันเทิงมาตลอด เพิ่งมาเริ่มช่วงนี้ไปเที่ยวสถานบันเทิงมากขึ้น แต่หลายแห่งกังวลก็พยายามวางมาตรการลดความเสี่ยง หลายแห่งก็ยังลักลอบอยู่ อาจจะไม่ได้ระวังเต็มที่ ก็ต้องสื่อสารให้คนไปเที่ยวเข้าใจแทน สำคัญคือไม่ให้คนทำงานเอาเชื้อไปแพร่ต่อผู้สูงวัยเพื่อลดการตาย ขณะที่มีรายงานเข้ามาจำนวนมาก บางคนตรวจไม่รอฟังผลทั้ง ATK หรือ RT-PCR ออกไปใช้ชีวิตก่อน ไปร่วมกิจกรรมก่อน ขอไปเที่ยวก่อน พอผลออกแล้วไปกักตัวก็แพร่เชื้อไปแล้ว ซึ่งเราจะไม่เห็นลักษณะคลัสเตอร์ เพราะไปเที่ยวและกลับบ้านไปแล้ว การสอบสวนคลัสเตอร์ขนาดใหญ่อาจเป็นเรื่องยากในระยะนี้ที่มีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปแล้ว จะเจอก็ตอนไปโรงพยาบาล (รพ.) ไปรับการรักษา แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ที่รับรักษาจะเป็นกลุ่ม 608 จังหวัดไหนที่ติดเชื้อในกลุ่ม 608 เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยเฝ้าระวังต่อว่าเขาไม่ได้บล็อกหรือไม่ ก็ต้องวางมาตรการบล็อกส่วนนี้ให้มากขึ้น ไม่ให้วัยทำงานไปแพร่เชื้อในกลุ่มผู้สูงวัย” นพ.จักรรัฐกล่าว

