สาธิต ขออย่าเอาเคสพระบิดามาสะท้อนปมระบบสาธารณสุขไทย เผยทีมสุขภาพจิตเข้าพื้นที่แล้ว

10.05.22 | 14:52 น.
สาธิต ขออย่าเอาเคสพระบิดามาสะท้อนปมระบบสาธารณสุขไทย เผยทีมสุขภาพจิตเข้าพื้นที่แล้ว

วันนี้ (10 พฤษภาคม 2565) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงกรณีพบบุคคลอ้างตนเป็น “พระบิดา” ใช้ของเสียจากร่างกายรักษาโรคให้ผู้ป่วย ซึ่งต่อมาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าการพึ่งพาการรักษาโรคด้วยวิธีผิดๆ สะท้อนถึงการเข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขพื้นฐานของประชาชน ว่าต้องแยกให้ออกว่า แม้ระบบสาธารณสุขอาจมีปัญหาการเข้าถึงบ้างในบางส่วน เนื่องจากในประเทศไทยประชาชนส่วนใหญ่ใช้ระบบดูแลผ่านสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง แต่เมื่อความต้องการรับบริการจำนวนมาก อาจจะมีข้อติดขัดอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถใช้เหตุนี้เปรียบเทียบกับประเด็นการเข้าไม่ถึงระบบ แล้วไปเชื่อในสิ่งที่ผิด

“กรณีการบริโภคสิ่งที่เป็นอันตราย หรือมีสิ่งเจือปนที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีความปลอดภัย เป็นเรื่องหลักการสาธารณสุขพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีความรู้ ดังนั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบหรือเชื่อมโยงกันได้ ขณะที่ความเชื่อเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่ต้องศึกษาข้อมูล และการเคารพนับถือบุคคล ต้องแยกออกจากสุขภาพอนามัยที่ดี ต้องตระหนักว่า เราจะรับประทานสิ่งใดได้ต้องพิสูจน์ได้ว่าปลอดภัย สำหรับกรณีพระบิดา มีความชัดเจนว่าเป็นเรื่องการใช้ความเชื่อไปในทางที่ผิด และขาดสติในการไตร่ตรอง ตัดสินใจในการเสี่ยงบริโภคของที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าปลอดภัย 100% หรือไม่ ขอให้ประชาชนใช้วิจารณ์วิเคราะห์หลักการและเหตุผล แยกแยะในส่วนของความเข้าใจอย่างหนึ่ง ปัญหาที่มีก็อย่างหนึ่ง แต่จะเชื่อมโยงกับการไปใช้วิธีเช่นนี้ไม่ได้ เรื่องความเชื่อเป็นเรื่องอธิบายลำบาก แต่ต้องแยกจากการบริโภคที่ปลอดภัย” นายสาธิตกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการตรวจสอบร่างกายของพระบิดาและลูกศิษย์หรือไม่ นายสาธิตกล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ชัยภูมิ ว่ากำลังดำเนินการตรวจสุขภาพร่างกายผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด รวมถึงตรวจสุขภาพจิต โดยส่งทีม MCATT ของกรมสุขภาพจิตเข้าไปดูแลทั้งพระบิดาและลูกศิษย์แล้ว

เมื่อถามว่าในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ.ดูแลกรมอนามัย และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ที่มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่อยู่ในการกำกับดูแล จะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาดังกล่าว นายสาธิตกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยทาง สธ.มีหน้าที่ให้คำแนะนำ ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าบริบทของประเทศที่มีคนกว่า 72 ล้านคน มีความหลากหลายและมีพื้นที่กว้างมาก บางครั้งทำให้หลุดรอดไปบ้าง

“อย่างที่เราก็เพิ่งรับทราบว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ หลังจากเกิดเหตุขึ้นทาง อสม.ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหว ดูแลคนในพื้นที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยงานของ อสม.และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) พยายามเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันในแง่สุขภาพอนามัยและเข้าถึงการรักษา ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความไม่ทั่วถึง เมื่อทราบแล้วก็ต้องแก้ไข” นายสาธิตกล่าว

Advertisement

เมื่อถามถึงการป้องกันไม่ให้เกิดพระบิดาคนที่ 2, 3, 4 ตามมาอีก นายสาธิตกล่าวว่า เปรียบได้กับเรื่องอุบัติเหตุทางท้องถนนที่เราพยายามรณรงค์ในทุกเรื่อง แต่ก็ยังเกิดขึ้นได้ แต่เราก็ต้องทำให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยเหตุการณ์คล้ายกันนี้ก็เคยเกิดขึ้น แม้เราคิดว่าไม่ควรเกิดขึ้น แต่ด้วยความหลากหลายของสังคมก็ทำให้เกิดขึ้นได้ เราจึงต้องสร้างความรู้ประชาชนในทุกช่องทาง ทั้งโซเชียลมีเดีย อสม. ระบบราชการ หรือประชาชนด้วยกันเอง ดังนั้น เราต้องช่วยกันสอดส่องดูแล