ไทยยังไม่ประกาศฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่ออันตราย สธ.ยันไม่พบป่วยใน ปท.

25.05.22 | 15:30 น.
ไทยยังไม่ประกาศฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่ออันตราย สธ.ยันไม่พบป่วยใน ปท.

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรณีการระบาดของโรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ว่า โรคฝีดาษลิงที่ต้องติดตามสถานการณ์จากทั่วโลก โดยมีการระบาดในประเทศทวีปแอฟฟริกาในหลายปีที่ผ่านมา ส่วนทวีปเอเชีย เคยพบในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ประเทศในทวีปยุโรปเริ่มพบผู้ป่วยที่เดินทางมาจากประเทศในแถบแอฟริกา และแพร่ระบาดในบางประเทศ ซึ่งยังมีผู้ป่วยในหลักร้อยราย อย่างไรก็ตาม ฝีดาษลิงเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อนานมากแล้ว โดยคนติดเชื้อจากลิง พบการระบาดบ้างในแอฟริกาตอนกลางและตะวันตก ลักษณะการติดเชื้อจากสัตว์สู่คนแล้วมาเป็นคนสู่คน ทำให้เกิดการระบาดมากขึ้น

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ฝีดาษลิง แบ่งเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือ 1.West African clade อาการไม่รุนแรง อัตราป่วยตาย ร้อยละ 1 และ 2.Central African clade อาการรุนแรงมากกว่า อัตราป่วยตาย ร้อยละ 10 โดยมีสัตว์ที่เป็นรังโรคในกลุ่มลิง สัตว์ฟันแทะ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่อยู่ในแถบแอฟริกา เช่น หนู โดยการติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดมากๆ สัมผัสแผล สารคัดหลั่ง เสื้อผ้าที่โดยสารคัดหลั่ง

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยากล่าวว่า การผ่อนคลายโรคโควิด-19 ที่มากขึ้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มใน 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 5-21 วัน นับจากวันที่สัมผัสโรค ส่วนใหญ่อาการป่วยไม่รุนแรง แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกอาการไข้ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดกล้ามเนื้อ ระยะนี้เริ่มแพร่เชื้อได้บ้างแล้ว ช่วงออกผื่นตามมาภายใน 2-3 วัน เป็นผื่นตามระยะ เริ่มจากใบหน้า ลำตัว แขนขา ตุ่มจะเหมือนกันทั้งร่างกายจึงต่างจากโรคอีสุกอีใส โดยจะพบตุ่มมากในบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน คือ ช่องปาก ร้อยละ 70 อวัยวะเพศ ร้อยละ 30 หลังจากนั้น ตุ่มจะเป็นน้ำใส หนอง และตกสะเก็ดตามมา

“อาการที่เกิดขึ้นหายได้เอง แต่บางรายมีอาการรุนแรงที่สำคัญ เป็นอาการแทรกซ้อน คือ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อที่ลูกตา โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาสุขภาพก็อาจเกิดอาการรุนแรงได้ ย้ำว่า โรคหายได้เอง และบางรายมีอาการรุนแรงได้ สำหรับโรคฝีดาษ (Smallpox) ถูกกวาดล้างจากโลกแล้ว ฉะนั้น เด็กๆ หรืออายุน้อยกว่า 40 ปี ในประเทศไทยจะไม่ได้รับวัคซีนหรือปลูกฝีดาษที่มีการปลูกครั้งสุดท้ายในปี 2523” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวอีกว่า ข้อมูลทางระบาดวิทยาของโรคฝีดาษลิง จากการรายงานข้อมูลผู้ป่วยทั่วโลก ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2565 พบว่า จาก 123 ราย เป็นชาย 122 ราย หญิง 1 ราย ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 20-59 ปี อาการป่วยที่สำคัญ ผื่น/ตุ่มนูน ร้อยละ 98 ไข้ ร้อยละ 39 ต่อมน้ำเหลืองโต ร้อยละ 2 และไอ ร้อยละ 2  ลักษณะของผื่น เป็นแผล Ulcer ร้อยละ 75 ตุ่มน้ำใส ร้อยละ 9 ผื่นนูน/ตุ่มหนอง ร้อยละ 2 บริเวณที่พบผื่น ส่วนใหญ่พบบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน เช่น บริเวณอวัยวะเพศ ร้อยละ 39 ปาก ร้อยละ 30 และรอบทวารหนัก ร้อยละ 2

Advertisement

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ประเทศไทยมีการคัดกรองผู้เดินทางมาจากประเทศเสี่ยงที่ด่านคัดกรองโรคระหว่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2565 อัตราการเดินทางเข้าไทยทั้งคนต่างชาติและคนไทย เฉลี่ยวันละ 10,000 ราย แต่ยังไม่พบผู้ป่วยสงสัยเข้าข่าย และขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงมาก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการประชุมกรรมการวิชาการกรณีโรคฝีดาษลิง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการสรุปให้เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงหรือไม่ นพ.จักรรัฐกล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศไทย เป็นการแพร่ระบาดในต่างประเทศ ที่เกิดจากการสัมผัสกับกลุ่มคนใกล้ชิด ไม่ได้ระบาดวงกว้าง อัตราป่วยตายน้อยมาก จึงกำหนดให้ฝีดาษวานร เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ยังไม่ให้เป็นโรคติดต่ออันตราย