สธ.เตือนระวังติดโควิดกลุ่ม น.ร. หลังพบคลัสเตอร์เปิดเทอม ชี้อัตราครองเตียง ป่วยหนักลด

25.05.22 | 16:05 น.
สธ.เตือนระวังติดโควิดกลุ่ม น.ร. หลังพบคลัสเตอร์เปิดเทอม ชี้อัตราครองเตียง ป่วยหนักลด

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ประจำวัน ว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีการติดเชื้อสะสม 528.9 ล้านราย เสียชีวิตสะสม 6.3 ล้านคน ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา ติดเชื้อรายงาน 9.5 ล้านราย เสียชีวิต 1.9 หมื่นราย แนวโน้มถือว่าลดลง ส่วนประเทศไทยวันนี้ รายงานติดเชื้อ 5,013 ราย แนวโน้มลดลงมาต่อเนื่อง 2-3 วัน เฉลี่ยประมาณ 4-5 พันคนต่อวัน ส่วนผู้ป่วยปอดอักเสบรายงาน 1,028 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 530 ราย ในช่วง 2-3 วันนี้ ผู้ป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจอยู่ในเกณฑ์คงตัว และผู้เสียชีวิตรายงาน 33 ราย ลดลงเล็กน้อย ที่เห็นชัดเจนคือ ผู้ป่วยรักษาในระบบจากเดิมเกือบ 2 แสนราย เหลือไม่ถึง 5 หมื่นรายแล้ว

“สถานการณ์ถือว่าลดลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับมาตรการที่ผ่อนคลาย ยังคงสถานะเตือนภัยโควิดระดับ 3 แต่หากติดตามได้ว่ามีการติดเชื้อลดลง อาการป่วยหนักและเสียชีวิตจำนวนลดลง ก็จะปรับไปสู่ระดับ 2 จะมีการผ่อนคลายมากขึ้น ใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น” นพ.จักรรัฐกล่าว

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ทุกวันเป็นกลุ่ม 608 อย่างวันนี้เป็นกลุ่ม 608 ทั้งหมด 100% โดยเกินครึ่งเป็นกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ คือ ไม่ได้วัคซีนเลย ได้รับเข็มเดียว และฉีดสองเข็มเกิน 3 เดือน ทำให้ภูมิคุ้มกันเริ่มลดลง การป้องกันการป่วยหนักก็ลดลงด้วย จึงต้องรณรงค์ช่วยกันให้กลุ่ม 608 โดยเฉพาะอายุ 70 ปีขึ้นไปรับวัคซีนเข็มปกติและเข็มกระตุ้น เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิต และปลอดภัยทั้งครอบครัว

นพ.จักรรัฐกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อลดลงต่อเนื่อง ขณะนี้ต่ำกว่าเส้นคาดการณ์สีเขียว แสดงว่าเราดำเนินการได้อย่างดี ประชาชนร่วมกันปฏิบัติตัวป้องกันตนเอง ดีใจที่คนยังสวมหน้ากากเพราะช่วยลดการแพร่เชื้อได้ ส่วนหลังเปิดเทอมขณะนี้เริ่มพบการระบาดเป็นหย่อมเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียน แต่ไม่มาก เป็นในบางโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนประจำ ซึ่งสามารถแยกโซนโดยไม่ต้องปิดโรงเรียน จึงขอให้เน้นการสวมหน้ากากและเว้นระยะห่าง ส่วนสถานการณ์ป่วยปอดอักเสบลดลงต่อเนื่องและเริ่มคงตัว ต้องดูว่าสัปดาห์หน้าจะลงต่อหรือไม่ ซึ่งปอดอักเสบเริ่มทรงตัว แสดงว่าการติดเชื้ออยู่ในเกณฑ์คงตัว ทั้งนี้ หลายจังหวัดมีการผ่อนคลายมากขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมหากพบติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน ทั้งที่ รพ. และสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อสอบสวนโรค

“ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจดูเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในช่วงขาลงอยู่ ยังปลอดภัยในหลายจังหวัด โดยการครองเตียงสีเหลืองและแดงต่ำกว่า ร้อยละ 20 ถือว่าเรามีเตียงพอหากระบาดขึ้นและพบป่วยหนักจำนวนมาก ส่วนผู้เสียชีวิตลดลงต่อเนื่อง ช่วงขาลงหลายคนสบายใจผ่อนคลายมากขึ้น แม้จะผ่อนคลายแต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันกลุ่มเสี่ยงไว้ ไปรับวัคซีน รวมถึงเด็กเล็กอายุ 5-11 ปี ควรไปฉีดด้วย เพราะเปิดเรียนแล้วอาจติดเชื้อไปได้” นพ.จักรรัฐกล่าว

Advertisement

ด้าน นพ.ทวีทรัพย์กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้ศึกษาประสิทธิผลวัคซีนโควิด-19 จากการใช้จริงช่วงการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2565 จากผู้ฉีดวัคซีนกว่า 5 แสนราย พบว่า ฉีด 2 เข็ม ป้องกันติดเชื้อน้อยมาก ป้องกันป่วยหนักต้องใส่ท่อช่วยหายใจและเสียชีวิตได้ ร้อยละ 75 ฉีด 3 เข็ม ป้องกันติดเชื้อได้ ร้อยละ 15 ป้องกันป่วยหนักต้องใส่ท่อช่วยหายใจและเสียชีวิตได้ ร้อยละ 93 ฉีด 4 เข็มป้องกันติดเชื้อได้ ร้อยละ 76 ป้องกันป่วยอักเสบใส่ท่อหายใจได้ ร้อยละ 99 โดยไม่พบการเสียชีวิตในการศึกษานี้ ยืนยันทุกสูตรที่ใช้มีประสิทธิผลสูง ป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิต หากเราอยากเปิดประเทศกลับไปใช้ชีวิตปกติ จำเป็นต้องฉีด 3 เข็มขึ้นไปให้ได้ ร้อยละ 60 ขึ้นไป ขณะนี้ผู้สูงอายุฉีดเข็มที่ 3 ได้เพียง ร้อยละ 43 ยังเหลืออีก 6 ล้านคนที่ยังไม่ฉีด เพราะกลัวผลข้างเคียง ยืนยันวัคซีนปลอดภัย ส่วนคนทั่วไปฉีดไปได้ ร้อยละ 40