สธ.แจงซื้อวัคซีนโควิดตามจำนวนคน เร่งบูสต์อีก 20 ล.โดส ให้ทะลุ 60% เร่ง จว.กระจายลงอำเภอ
วันนี้ (6 มิถุนายน) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์วัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย หลังจากถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการสั่งซื้อเข้ามาเกินความต้องการ และรอวันหมดอายุว่า รายงานข้อมูลการฉีดวัคซีนโควิด-19 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2565 เข็มที่ 1 ฉีดแล้ว 56 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 81.7 เข็มที่ 2 ฉีด 52 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 75.9 และเข็มที่ 3 ฉีด 28 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 41.1
“ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เพื่อเปิดกิจการต่างๆ ให้ปลอดภัยคือ ต้องฉีดเข็มที่ 3 อย่างน้อยร้อยละ 60 ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราต้องเร่งรัดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายอีก 15-20 ล้านโดส ทั้งนี้ มีหลายจังหวัดที่ฉีดเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) มากกว่าร้อยละ 60 มี 20 จังหวัด คือ ภูเก็ต นนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา น่าน สระบุรี ลำพูน ระยอง นครนายก ฉะเชิงเทรา อ่างทอง สิงบุรี ชัยนาท ยโสธร สมุทรสงคราม ชลบุรี ลพบุรี มหาสารคาม และนครปฐม สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจเรื่องวัคซีนเข็มกระตุ้น จึงต้องเรียน 2 ข้อมูล คือ องค์การอนามัยโลก มีคำแนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นในทุกสูตร ซึ่งคำแนะนำของไทยคือ ผู้อายุ 12 ขึ้นไป สามารถรับเข็มที่ 3 และเข็มที่ 4 ได้ โดยมีข้อมูลว่า คนไม่ได้รับวัคซีนตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ รับเข็มที่ 2 เกิน 3 เดือน ให้รับเข็มที่ 3 ส่วนคนที่รับเข็มที่ 3 แล้ว โดยเฉพาะกลุ่ม 608 เมื่อครบ 3 เดือน ให้ฉีดเข็มที่ 4 ส่วนคนทั่วไปให้ฉีดหลังจากครบ 4 เดือน” นพ.โอภาสกล่าว และว่า ข้อมูลประสิทธิภาพวัคซีน พบว่าเข็มที่ 4 ป้องกันติดเชื้อร้อยละ 76 ลดการเสียชีวิตได้ ร้อยละ 96
อย่างไรก็ตาม นพ.โอภาสกล่าวว่า ที่ผ่านมา สธ. และศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) มีกลไกการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ทั้งชนิด ปริมาณ จำนวน และกลุ่มเป้าหมายในการฉีด ผ่านคณะกรรมการหลายชุด เช่น คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ศปก.สธ. และ ศบค.ที่เป็นผู้อนุมัติสุดท้าย ทั้งนี้ แผนของปี 2564 จัดซื้อทั้งหมด 121 ล้านโดส ฉีดได้ 104.4 ล้านโดส แผนของปี 2565 จัดซื้อ 120 ล้านโดส มีการอนุมัติจาก ศบค. และลงนามซื้อแล้ว 90 ล้านโดส ส่งมอบ 36 ล้านโดส ฉีดแล้ว 34 ล้านโดส ทั้งนี้ วัคซีนส่วนหนึ่งได้มาจากการรับบริจาค เช่น ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ โมเดอร์นา และโคโวแวกซ์ รวมทั้งหมด 13 ล้านโดส ขณะเดียวกัน ไทยเริ่มบริจาคให้ประเทศขาดแคลน เช่น ประเทศแถบแอฟริกา
“คำถามที่ประชาชนอยากทราบคือ เราต้องฉีดทุกปีหรือไม่ จึงต้องเรียนว่า อยู่ในแผนที่เราดำเนินการแล้ว แต่จะฉีดทุกปีเหมือนไข้หวัดใหญ่หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่บอกได้ชัด แต่อย่างน้อยเรามีแผนเตรียมการแล้ว เช่นปี 2565 ที่จัดซื้อ 120 ล้านโดส ตอนนี้เรานำเข้ามา 36 ล้านโดส ฉะนั้น ส่วนที่เหลือจะสำรองไว้ปีหน้า หรือเพื่อฉีดเป็นการกระตุ้นทุกปี” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวต่อไปว่า เทียบตัวเลขง่ายๆ คนไทย 70 ล้านคน ฉีดคนละ 2 เข็ม รวมเป็น 140 ล้านโดส ซึ่งขณะนี้ฉีดสะสม 138 ล้านโดส แต่หากต้องฉีด 3 เข็ม ก็รวมเป็น 210 ล้านโดส ซึ่งจัดซื้อทั้งหมด 138 ล้านโดส ซึ่งมีสัญญาการส่งมอบในมือ หากจำเป็นหาวัคซีนเพิ่มเติม ก็จะมีแหล่งวัคซีนให้เหมาะสมกับคนไทย
ผู้สื่อข่าวถามถึงวัคซีนเข็มที่ 5 จะต้องฉีดระยะใด นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำแนะนำวัคซีนเข็มที่ 5 สำหรับประชาชนทั่วไปออกมาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากข้อมูลยังไม่เพียงพอ แต่ก็มีประชาชนที่รับเข็มที่ 5 แล้ว ซึ่งขอให้แพทย์พิจารณาตามเหมาะสม เช่น ผู้เดินทางต่างประเทศ ผู้แพ้วัคซีน เป็นต้น ซึ่งจะดูรายบุคคล รวมถึงผู้ที่ประสงค์รับวัคซีนเนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันต่ำ หรือโรคประจำตัวบางอย่างที่ทำให้โรครุนแรง แพทย์สามารถพิจารณาให้เข็มที่ 5 ได้
“แต่ปัญหาคือ ประชาชนเริ่มไม่อยากรับวัคซีน ด้วยสาเหตุคือ 1.กังวล กลัวผลข้างเคียง 2.คิดว่ารับ 2 เข็มเพียงพอแล้ว แต่ข้อมูลจะเห็นว่ายังไม่เพียงพอโดยเฉพาะกลุ่มสูงอายุ 3.คิดว่าโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องรับวัคซีน ซึ่งมีความจริงส่วนหนึ่ง แต่ความหมายไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ดังเดิม แต่หากไม่รับวัคซีนก็เสียชีวิตได้เหมือนกัน 4.กังวลผลข้างเคียงระยะยาวกรณีรับวัคซีน mRNA ส่วนนี้ต้องรับว่าวัคซีนใหม่ แม้มีประสิทธิภาพดูเหมือนสูงกว่าตัวอื่น แต่ยังไม่มีใครบอกผลข้างเคียงระยะยาวได้ แต่เชื่อว่า ไม่มีผลมากนัก และมีคนรับวัคซีนไปมากแล้ว แต่หากยังกังวลก็มีวัคซีนชนิดอื่นให้เลือกฉีดได้ และ 5.เดินทางไปรับวัคซีนลำบาก เราจึงกระจายวัคซีนไปใกล้บ้านตั้งแต่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โรงพยาบาล (รพ.) ชุมชน รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป ศูนย์วัคซีนฯ อื่นๆ กลยุทธ์ที่จะทำให้ประชาชนรับวัคซีนมากขึ้น จะเน้นย้ำในแผนของแต่ละจังหวัดว่ายังขาดวัคซีนเข็มกระตุ้นเท่าไร ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่คนรับวัคซีนครบจะอยู่ใน อ.เมือง คนอำเภอห่างไกลยังฉีดค่อนข้างน้อย บางอำเภอฉีดเข็มที่ 3 ไม่ถึงร้อยละ 10 ซึ่งหวังว่า เราจะร่วมใจกันเพื่อให้เราเปิดกิจการต่างๆ ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย” นพ.โอภาสกล่าว
ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก หัวหน้าผู้ตรวจราชการ สธ. กล่าวว่า การฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 กว่าร้อยละ 81.67 แต่ในจำนวนมีผู้สูงอายุ 2 ล้านคน และเด็ก 5-11 ปี เป้าหมาย 5 ล้านคน ขณะนี้มีอีก 2 ล้านคน ยังไม่ได้รับเข็มที่ 1 ดังนั้น การเปิดกิจกรรมต่างๆ ได้ ต้องได้เข็มที่ 3 อย่างน้อยร้อยละ 60 โดยข้อมูลขณะนี้เราต้องเพิ่มเข็มที่ 1 อีก 9-10 ล้านโดส ต่อด้วยเข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 ที่ต้องฉีดอีก 15 ล้านโดส ฉะนั้น เป้าหมายที่ต้องดำเนินการคือฉีดเพิ่มอย่างน้อย 30 ล้านโดส ทั้งนี้ สธ.กระจายวัคซีนไปที่ รพ.สต. พาวัคซีนไปหาแขนเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยเราขอความร่วมมือกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ขอให้ฉีดวัคซีนทุกวัน

