อนุทิน นำทัพ สธ. ประกาศมูฟออนจากโควิด ยันไทยพ้นระบาดใหญ่ กลาง มิ.ย.จ่อลดระดับเตือนภัย

อนุทิน นำทัพ สธ. ประกาศมูฟออนจากโควิด ยันไทยพ้นระบาดใหญ่ กลาง มิ.ย.จ่อลดระดับเตือนภัย

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. และคณะผู้บริหาร สธ. จัดกิจกรรมพบปะสื่อมวลชน และนำคณะผู้บริหาร สธ.แถลง “Move on จากโควิด-19 ใช้ชีวิตแบบมั่นใจ” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

ทั้งนี้ นายอนุทินได้อ่านสารจากรัฐมนตรีว่าการ สธ.ถึงบุคลากรสาธารณสุข สถานพยาบาล ทั่วประเทศ ร่วมมือกันเตรียมความพร้อมทางสาธารณสุข ทั้งเรื่องการดูแลรักษาพยาบาล เตียงดูแลรักษา การจัดหาเวชภัณฑ์ เครื่องมือทางการแพทย์ และวัคซีนให้มีความเพียงพอ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และขอให้ทุกจังหวัดเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมในเข้าสู่การเป็นโรคประจําถิ่น และเชิญชวนให้ประชาชนรับวัคซีนเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) ตามเกณฑ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยในช่วงหลังการระบาดของโรคโควิด-19 โดยหลังเปิดกิจกรรมดังกล่าว นายอนุทินและคณะผู้บริการ สธ.ร่วมถ่ายภาพหมู่บนเวที โดยทั้งหมดไม่ได้มีการสวมหน้ากากแต่อย่างใด

 

Advertisement

นายอนุทินกล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นแล้ว แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ยอดติดเชื้อรายใหม่ต่ำกว่า 3,000 รายต่อวัน เสียชีวิตต่ำกว่า 30 รายต่อวัน เป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์แล้ว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการควบคุมโรค และความร่วมมือของประชาชนในการปฏิบัติตามคำแนะนำในการควบคุม ป้องกันโรค

“วันนี้ เป็นเวลาที่เราจะต้องมีการสื่อสารเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมประชาชนและประเทศไทยในการปรับวิถีชีวิตไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งการเป็นโรคประจำทีมไม่ได้หมายความว่าความรุนแรงลดลง แต่เป็นโรคที่จะต้องอยู่กับเรา และเราต้องอยู่กับมัน แต่การเป็นโรคประจำถิ่นจะทำให้เรามีความคุ้นชินและเข้าใจในการปฏิบัติตนให้เกิดความปลอดภัย เลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อ แต่ยังมีปัญหาคนจำนวนมากยังไม่ฉีดวัคซีน ซึ่ง สธ.เร่งรณรงค์ให้คนที่ยังไม่ยอมฉีดวัคซีนมาฉีดวัคซีนต่อไป ทั้งนี้ การสื่อสารเป็นส่วนสำคัญมากที่จะทำให้คนเหล่านี้เข้าใจว่าการได้รับวัคซีนอย่างถูกต้องครบจำนวนที่สมควรจะได้รับ จะทำให้คนติดเชื้อ เสียชีวิตในแต่ละวันลดลง ตอนนี้ยังไม่อยากพูดว่าสำเร็จแล้ว แต่มีความสัมฤทธิผลตามเป้าหมายที่วางไว้ เรื่องที่ต้องปฏิบัติต่อไปคือมาตรการ 2 U สวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ โรคระบบทางเดินอาหาร ผมมีความพยายามที่จะคืนความเป็นปกติสุขให้พี่น้องประชาชนมากที่สุด ในการพูดถึงการถอดหน้ากาก การกลับมาช่วยชีวิตปกติ การเปิดทุกอย่างไม่ต้องมีข้อจำกัดใดๆ ก็เป็นเป้าหมายของ สธ.เหมือนกัน เพียงแต่เราต้องใช้ความเข้าใจของสถานการณ์ ของแต่ละคนด้วย ถ้ามีความเสี่ยงก็ประเมินได้ ถ้าเสี่ยงก็หยิบหน้ากากมาสวมได้เป็นทางเลือก แต่คงไม่มีประกาศว่าจะต้องถอดหรือว่าสวมหน้ากากอะไรออกมา ใครจะสวมก็สวม ใครจะถอดก็ถอด อยู่ที่การประเมินสถานการณ์ของแต่ละคน” นายอนุทินกล่าว

รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า กรณีมีวัคซีนไม่ใช่คนออกมาพูดว่าขยะวัคซีน เป็นของไม่ดี คนที่เขียนก็เป็นคนใน สธ. แต่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่ขยะ แต่เป็นทองคำ และเอาไปไว้ในเครือข่ายเพื่อไปบริการประชาชน ไม่มีใครปัญญาอ่อนพอที่จะทิ้งวัคซีนซึ่งเป็นของมีค่า ที่ควรเอาไปไว้ในร่างกายประชาชนให้เกิดความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ลดอาการหนัก และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต ซึ่งขยะคงไม่สามารถบันดาลให้เกิดสิ่งที่ดีเหล่านี้แก่มนุษย์ได้ ดังนั้น ขอให้ปลัด สธ.ทำความเข้าใจเรื่องนี้แก่ผู้ปฏิบัติงานภายใต้บังคับบัญชาให้เข้าใจ ใครยังไม่เข้าใจขอให้เชิญตัวมาอธิบายให้ฟังจากคนที่มีความรู้ทางด้านวิชาการ ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการ สธ.ขอให้คำยืนยันด้วยเกียรติยศทุกอย่างที่ตนมี ว่ากระทรวงสาธารณสุขจัดวัคซีน จัดเวชภัณฑ์ จัดยา ทุกอย่างที่มีประโยชน์ มีสรรพคุณสามารถรักษาประชาชนได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคโควิดหรือโรคใดๆ ก็แล้วแต่ ไม่มียาหยวนๆ ที่เอามาใช้เพื่อบรรเทาอาการไปก่อน ลดอาการไปก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง มีแต่ยาที่เอามารักษาให้หายจากการเจ็บป่วย มีวัคซีนที่ป้องกันให้รอดพ้นจากการติดเชื้อทุกโรค ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจ

“ประเทศต่างๆ ชื่นชมไทย แต่มีแต่คนไทยเท่านั้นแหละที่ยังไม่พอใจ ดังนั้น ต้องสร้างความเข้าใจให้ภายในทิศทางเดียวกัน จะเอาสุขภาพของประชาชนมาเล่นไม่ได้ เอามาเป็นตัวประกันไม่ได้ เอามาเป็นสิ่งที่ต่อรองอะไรกันไม่ได้ทั้งนั้น  เรื่องสุขภาพของประชาชนหากเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีการต่อรอง เราต้องยืนยันในเจตนารมณ์ทิศทางของเราเท่านั้น” นายอนุทินกล่าว

ด้าน นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า สธ.แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งป้องกันโรคต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม สธ.ได้เสนอเข้าที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) เพื่อพิจารณาแล้ว

“ทั้งกรณีกลุ่มเสี่ยง สถานที่เสี่ยง กิจกรรมเสี่ยง ทั้งนี้ ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโควิด -19 หรืออีโอซี มีการพิจารณาสถานการณ์ดีขึ้นเป็นไปตามแผน โรคนี้น่าจะเข้าสู่ระยะท้ายๆ แล้ว ทุกจังหวัดเข้าสู่ระยะขาลง (declining) ไม่มีการระบาดใหญ่ เปิดเทอมก็ไม่พบปัญหา เปิดสถานบันเทิงก็ยังไม่พบปัญหา แต่เฝ้าระวังต่อว่าจะมีปัญหาในอนาคตหรือไม่ แต่มีการประเมิน คาดการณ์โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เราผ่านระยะการระบาดใหญ่มาแล้ว สามารถเข้าสู่การดูแล เฝ้าระวังตามสมควร ส่วนจะประกาศลดระดับการเตือนภัยโควิด-19 หรือไม่นั้น รอดูสถานการณ์หลังเปิดผับบาร์ก่อน คาดว่ากลางเดือนมิถุนายนนี้” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image