จดแจ้งปลูกกัญชาแล้วกว่าแสนราย สธ.เตือนใช้ผิดเจอโทษคุก 3 เดือน ปรับ 2.5 หมื่น

8.06.22 | 16:29 น.
จดแจ้งปลูกกัญชาแล้วกว่าแสนราย สธ.เตือนใช้ผิดเจอโทษคุก 3 เดือน ปรับ 2.5 หมื่น

วันนี้ (8 มิถุนายน 2565) ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัด สธ. นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมแถลงความคืบหน้ากรณีการปลดล็อกกัญชากัญชง #ใช้กัญชาอย่างเข้าใจ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565

นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า ตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2565 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ที่กำหนดให้สารสกัดที่มีปริมาณสารทีเอชซี (THC) เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนักที่ยังคงเป็นยาเสพติด ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. เน้นย้ำถึงนโยบายที่รัฐบาล คือ การนำกัญชา กัญชง มาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชน และไม่สนับสนุนให้ใช้ในทางไม่เหมาะสม

“สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ สธ.มีการอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีส่วนประกอบของกัญชา กัญชง และสารสกัดซีบีดี (CBD) เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและตำรับยาไทย มากถึง 1,181 รายการ โดยผลการวิจัยของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี 2564 คาดว่าในปี 2569 ตลาดกัญชงจะเจริญเติบโตและมีมูลค่ามากถึง 15,000 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น เนื่องจากมีการประเมินมูลค่าตลาดกัญชาที่ถูกกฎหมายทั่วโลกกว่า 500,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 17 โดยอุตสาหกรรมกัญชาทางการแพทย์สร้างรายได้ถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าทั้งหมด ทั้งนี้ สธ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้กัญชาอย่างเข้าใจ เพื่อร่วมกันสื่อสารทำความเข้าใจการใช้กัญชากัญชงที่ถูกต้องกับประชาชน” นพ.ม.ล.สมชาย กล่าว

Advertisement

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า สธ.มีนโยบายสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากกัญชา กัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ลดการนำเข้ายาต่างประเทศ ส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยด้วยการนำตำรับยากัญชาบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว 8 ตำรับ นอกจากนั้น ยังสามารถนำมาต่อยอดในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอุสาหกรรม รวมถึงเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการดูแลสุขภาพของตนเอง ตั้งวันที่ 9 มิถุนายนเป็นต้นไป กัญชา กัญชง ไม่ใช่ยาเสพติดอีกต่อไป

“เป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ เพื่อก้าวไปด้วยกันอย่างถูกต้องว่า ไม่มีการผูกขาด ประชาชนปลูกเพื่อประโยชน์ดูแลสุขภาพ ทั้งนี้ สธ.ได้เตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในการนำกัญชา กัญชงไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม โดยตั้งคณะกรรมการติดตามการใช้กัญชาหลังการปลดล็อก ซึ่งตนเป็นประธานฯ ขณะเดียวกัน การใช้เสพหรือสูบ วันนี้ตนจะมีการลงนามในประกาศกำหนดให้กลิ่นควันกัญชากัญชงเป็นเหตุรำคาญ โดยจะมีโทษจำคุกและปรับ เนื่องจากนโยบายนี้ ไม่ครอบคลุมถึงการสูบหรือการบริโภคเพื่อความบันเทิงหรือนันทนาการ เพราะไมใช่วัตถุประสงค์ของ สธ.รวมถึงห้ามจำหน่ายให้ใช้ในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

ด้าน นพ.ไพศาล กล่าวว่า ผู้ที่ต้องการปลูกกัญชา กัญชง สามารถปลูกได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่จะต้องมีการจดแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นและเว็บไซด์ “ปลูกกัญ” ของ อย.ซึ่งจะสามารถถอนการจดแจ้งหากพบการกระทำความผิดที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ การจดแจ้งปลูกในวันพรุ่งนี้ (9 มิถุนายน 2565) ก็เพื่อรักษาสิทธิของผู้ปลูกก่อนที่ พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … จะประกาศบังคับใช้ โดยแจ้งตามวัตถุประสงค์การปลูก คือ เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและใช้ในครัวเรือน เพื่อนำไปใช้ในการปรุงยาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของกรณีที่เป็นแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน และเพื่อใช้ในเชิงพาณิซย์หรือในทางอุตสาหกรรมได้

ขณะนี้มีผู้ลงเบียนเพื่อขอจดแจ้งแล้วกว่า 1 แสนราย สำหรับการผลิตแปรรูปส่วนอื่นๆ ของพืชกัญชา กัญชง เช่น ใบ ช่อดอก ก้าน ราก ฯลฯ ไม่ต้องขออนุญาตยาเสพติด ส่วนสารสกัดถ้ามีทีเอชซีเกินร้อยละ 0.2 ถือเป็นยาเสพติด ทั้งนี้ การทำเป็นผลิตภัณฑ์ให้ขออนุญาตตามกฎหมายผลิตภัณฑ์นั้น เช่น ยาน้ำมันกัญชา ยาแผนไทยที่มีใบ ช่อดอก ราก ฯลฯ เป็นส่วนผสมต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” นพ.ไพศาล กล่าว

นายปานเทพ กล่าวว่า จำเป็นที่จะต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ทั้งประโยชน์และข้อควรระวังมากขึ้น รวมถึงการประเมินติดตามสถานการณ์ ดังนั้น ความเห็นของประชาชนมีความสำคัญ ใช่ช่วงรอยต่อของพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่เข้าสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ 1 วันนี้ ( 8 มิถุนายน 2565) แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาพิจารณา แม้กัญชาจะไม่ได้จัดเป็นยาเสพติดแล้ว แต่ สธ.ได้ก็ได้เตรียมการมากกว่าช่วงที่มีการนิรโทษกรรมกัญชาเมื่อ ปี 2562 ที่ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด

“ย้ำว่า การจดแจ้งผ่านแอพพ์ฯ ปลูกกัญ ก็เพื่อรักษาสิทธิของแต่ละคนในอนาคตหลัง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ ประกาศบังคับใช้ ซึ่งจะมีข้อมูลในการจดแจ้งว่าไม่อนุญาตให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี หากพบความผิดก็จะอยู่ในแบล็กลิสต์ที่อาจมีผลต่อการพิจารณาปลูกได้ ขณะที่ การนำไปปรุงอาหาร หากใส่กัญชามากเกินพอดี อาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อลูกค้าและเสียลูกค้าได้ และควรระวังว่ากัญชายังไม่สามารถนำติดตัวไปยังต่างประเทศได้หากยังไม่มีใบรับรองทางการแพทย์ หรือประเทศเหล่านั้นกำหนดให้กัญชายังคงเป็นยาเสพติตหรือห้ามนำเข้าจากประเทศอื่น” นายปานเทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการสื่อสารประเด็นกัญชา กัญชง กับชาวต่างชาติว่าไทยไม่ได้เสรีเรื่องการสูบ นพ.ธงชัยกล่าวว่า เรามีประกาศเรื่องเหตุรำคาญ ดังนั้น หากชาวต่างชาติเข้ามา เราก็ต้องประชาสัมพันธ์ว่ากัญชาที่เราใช้ ไม่ได้เพื่อสันทนาการ ไม่สามารถทำได้ และยังผิดกฎหมายเหตุรำคาญ ม.25(4) สามารถจำคุก 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ขณะที่การเมาแล้วขับรถ จะใช้พ.ร.บ.จราจร ที่ถูกกำหนดไว้ว่า หากเสพของมึนเมาขับรถก็จะผิดกฎหมาย ส่วนการเสพแล้วเมาในที่สาธารณะ ก็เป็นกฎหมายอาญากำหนดว่า ผู้ที่มีสภาพมึนเมามีความผิดอยู่แล้ว ซึ่ง สธ.ได้ประสานงานไปยังผู้ที่มีกฎหมายอื่นๆ เพื่อเข้ามาบังคับใช้

เมื่อถามถึงการโฆษณากิจกรรมเกี่ยวกับกัญชาในเชิงสันทนาการ นพ.ธงชัย กล่าวว่า จะมีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องฝากสังคมทำความเข้าใจว่าไม่สามารถทำได้ เพราะการปลดล็อกมาเพื่อดูแลสุขภาพ ไม่ใช่ทำลายสุขภาพ เพราะกัญชามีโลหะหนักปนเปื้อน

เมื่อถามถึงการป้องกันนักเสพหน้าใหม่ นายปานเทพ กล่าวว่า คิดว่าในประเทศไทยมีนักเสพติดทุกชนิด ไม่ได้แปลว่าประกาศนี้เกิดขึ้นแล้วจะเกิดนักเสพหน้าใหม่ เราต้องสื่อสารเรื่องโทษ กฎ กติกา ที่มีอยู่ขณะนี้นำมาใช้ ทั้งเหตุรำคาญ การโฆษณา การเสพเมาแล้วก่อความวุ่นวาย ต้องมีมาตรการ แต่สิ่งที่คนพูดน้อยอยู่คือ การให้ความรู้ประชาชน เพื่อให้เกิดการระวัง ตนมองว่าควรอยู่ในระดับโรงเรียนด้วยซ้ำ ให้ทราบข้อควรระวังกับเยาวชนว่าหากใช้เพื่อสันทนาการต่อเนื่องจะส่งข้างเคียงอะไร เช่น ลดฮอร์โมนเพศชาย เชื่อว่าถ้าประชาชนทราบก็คงไม่ใช้อย่างไม่ถูกต้องได้

“ฉะนั้น ต้องให้ความรู้ ผมจึงเห็นว่านักเสพหน้าใหม่ แม้ไม่มีการปลดล็อก เขาก็ทำกันอยู่แล้วในขณะนี้ เพียงแต่ไม่เปิดเผย แต่เมื่อเปิดเผย เราก็มีหน้าที่จับตา เฝ้าระวัง หามาตรการ และหากสังคมไม่ช่วยกันดูแล ก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งอาจถูกกลับไปเป็นยาเสพติดอีกก็ได้ ขึ้นอยู่กับสังคมจะช่วยกัน เพราะต้องทำกันทั้งสังคม ไม่ใช่แค่กระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงใด กระทรวงหนึ่ง จึงจะทำให้เกิดความระวังและเข้าใจในการใช้กัญชาได้” นายปานเทพ กล่าว