กรมแพทย์ยันใช้กัญชารักษาเท่านั้น! ไม่เน้นสูบ แนะบ้านมีคนไข้จิตเวช-คนท้อง-ต่ำกว่า 25 ปี งด
วันนี้ (13 มิถุนายน 2565) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ นำคณะผู้บริหารกรมการแพทย์ แถลงจุดยืนกรมการแพทย์สนับสนุนใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่ไม่สนับสนุนการใช้กัญชากับเด็ก ว่า กรมการแพทย์สนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์มาตลอด แต่ไม่สนับสนุนการใช้สันทนาการ และไม่สนับสนุนการใช้กับเด็ก เนื่องจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า หากจะใช้ในเด็ก ต้องใช้กรณีเด็กที่มีโรคลมชักที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาต่างๆ หรือดื้อยาแล้ว อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. มอบให้กรมการแพทย์ทบทวนเอกสารหลักฐานต่างๆ พร้อมทั้งศึกษาวิจัยการใช้กัญชาทางการแพทย์

“ท่านก็สั่งการและยืนยันเช่นนี้มาตลอด ทั้งนี้ การใช้ทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันมี 2 + 1 ตัว ที่บรรจุในบัญชีหลักแห่งชาติ คือ 1.ยาที่มีสัดส่วนทีเอชซีต่อซีบีดี (THC ต่อ CBD) 1 ต่อ 1 สำหรับการรักษาผู้ป่วยระยะประคับประคอง 2.ยารักษาภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากการให้เคมีบำบัด แต่ยืนยันว่ายาทั้ง 2 ตัวนี้ ไม่ใช่ยารักษาที่เป็นทางเลือกแรก แต่ใช้ยารักษาที่มีแล้วไม่ได้ผล และ 3.ยาซีบีดีเด่น ที่ใช้ในรักษาโรคกรณีลมชักในเด็ก และมีระบบติดตามเฝ้าระวัง ส่วนกรณีอื่นที่จะเกี่ยวกับการแพทย์ เช่น เวชสำอาง สถาบันโรคผิวหนังก็มีการเอาไปใช้เป็นเวชสำอาง กรมการแพทย์ ยืนยันว่าไม่อยากให้ใช้ในเด็กต่ำกว่า 20 ปี ไม่ใช้สันทนาการ จริงๆ แล้ว ผู้เชี่ยวชาญของกรมการแพทย์มีการศึกษาและแนะนำขอให้ใช้ในกลุ่มที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปด้วยซ้ำ เพื่อความปลอดภัย ที่เราไม่แนะนำให้ใช้ในเด็ก เพราะกัญชามีผลต่อสมอง มีผลระบบประสาท โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียนมีผลต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นจึงต้องขอความร่วมมือทางโรงเรียน ครู อาจารย์ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ทุกภาคส่วน ต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ขณะที่กรมการแพทย์มีระบบในการติดตามเฝ้าระวังการใช้กัญชา ในภาพรวมทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เพื่อนำมาเป็นข้อมูลการศึกษาต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ขอให้งดใช้ในครอบครัวที่มีผู้ป่วยจิตเวช และหญิงตั้งครรภ์” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การใช้กัญชามีทั้งผลดีผลเสีย แต่กรมการแพทย์เน้นใช้ทางการแพทย์ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น อย่างกรณีผลดี เราทราบดี แต่ผลเสีย ก็มีอย่างการเสพติด และไปขับขี่รถจนเกิดอุบัติเหตุการจราจร ซึ่งมีรายงานเกิดขึ้นในต่างประเทศแล้ว อย่างไรก็ตาม วันนี้ขอเตือนว่าในตลาดมืดน่ากลัว เพราะมีการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน ขณะนี้มีการเตรียมบุคลากร และสถานพยาบาลรองรับภาวะแทรกซ้อน ซึ่งจะมีการหารือในที่ประชุมประจำเดือนของกรมการแพทย์ในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ เราจะมีการติดตามผลดี ผลเสีย บางคนผลข้างเคียงชัดเจน ซึ่งอาการข้างเคียงเท่าที่พบคือคอแห้ง ใจสั่น นอนไม่หลับ วิตกกังวลเพิ่มเติมก็มี
“ขณะนี้ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ได้จัดทำ LINE Official “ห่วงใย” เพื่อให้ประเมินตัวเองได้ว่า ติดหรือไม่ติดกัญชา นอกจากนี้ ยังมีสายด่วน 1665 ให้โทรศัพท์ปรึกษาเช่นกัน ขณะที่กรมการแพทย์ออกคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้กัญชาด้วย ขอย้ำ กัญชาเราไม่สนับสนุนให้ใช้ในเด็ก ถ้าใช้จะเป็นกรณีโรคลมชักในเด็กที่ดื้อต่อยา และไม่สนับสนุนให้ใช้ในทางสันทนาการ การสูบ เพราะมีข้อมูลผลกระทบต่อสมองได้ ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันไม่สนับสนุน อย่างเช่น หากปวดหัว กินพาราเซตามอลได้ เราไม่สนับสนุนปวดหัวนอนไม่หลับให้ใช้กัญชา เรามีภาวะจำเพาะเท่านั้น สิ่งสำคัญได้สั่งการให้ สบยช.เฝ้าระวังตัวเลขผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ภาพรวมทั้งหมดว่า หลังจากปลดล็อกการใช้กัญชาจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเมื่อปลดล็อกย่อมมีทั้งบวกและลบ เพราะคนใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมก็มี จึงต้องเฝ้าระวังและเตรียมการทุกภาคส่วน” นพ.สมศักดิ์ กล่าวและว่า ขอยืนยันมุ่งเน้นความปลอดภัยผู้ป่วยเป็นสำคัญ อย่าไปลองสูบ ไปใช้ในทางสันทนาการ กรมการแพทย์ไม่เห็นด้วย 100%

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ออกมาแนะนำไม่ให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งจะส่งผลต่อสมอง ทางกรมการแพทย์ได้ออกคำแนะนำปรับปรุงใหม่อีกหรือไม่ นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า จริงๆ มีชัดเจน โดยในเด็กให้ใช้ได้กรณีโรคลมชักที่รักษายากในเด็ก และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง คือ กุมารแพทย์และประสาทวิทยา ซึ่งกรมการแพทย์ไม่เห็นด้วยใช้ในเด็ก เพราะยังมีข้อมูลวิจัยที่รองรับ ยกเว้นใช้ในเด็กที่เป็นโรคลมชักที่รักษาด้วยยามาตรฐานไม่ได้ผล โดยทั้งหมด เราได้ออกข้อกำหนดการใช้เรื่องนี้มานาน 3 ปีแล้ว
นพ.สมศักดิ์ กล่าวถึงเรื่องข้อห่วงใยการใช้กัญชา และขับรถเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ว่า กรมการแพทย์ได้ออกคำแนะนำว่า หากใช้อย่าขับรถ โดยระบุว่า ขอให้งดขับรถ งดใช้เครื่องจักรภายใน 6 ชั่วโมง
เมื่อถามกรณีการรักษาด้วยกัญชาทางการแพทย์หากมีผลกระทบหรือผลข้างเคียงเกิดขึ้น จะมีระบบติดตามอย่างไร นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์จะดูแล 2 ส่วน ในการเฝ้าระวัง คือ ส่วนแรก เป็นกรณีระยะเฉียบพลัน เฝ้าระวังห้องฉุกเฉิน อย่างช่วงแรกจะพบผู้ใช้ไม่ถูกวิธีก็จะมาที่ห้องฉุกเฉิน เป็นอาการทางระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือดเป็นหลัก และส่วนที่สอง โดย สบยช. มีการเฝ้าระวังการใช้ในไปในทางเสพติด ซึ่งเราได้ทำไลน์ “ห่วงใย” ขึ้นมา เพื่อประเมินอาการว่าติดหรือไม่ติดได้
“กลุ่มที่ใช้ทางการแพทย์จะมีความเข้าใจอยู่แล้ว แต่จากการใช้ไม่ถูกวิธี อย่างการสูบ ทำให้ปริมาณทีเอชซีสูงขึ้นได้เร็ว มีอาการวิงเวียงศีรษะได้เร็ว สิ่งสำคัญต้องใช้ตามหลักการทางการแพทย์ ดังนั้น กลุ่มสันทนาการน่าเป็นห่วง ขอให้อย่าใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม อย่างการสูบ จะมีอาการทางระบบประสาท และระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น หัวใจเต้นเร็ว ความดัน วิงเวียนศีรษะ แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าเสียชีวิตจากพิษโดยตรง ยกเว้นไปขับขี่แล้วเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน” นพ.มานัส กล่าว
เมื่อถามว่า ข้อมูลดังกล่าวมาจากการรวบรวมของโรงพยาบาล (รพ.) ในสังกัด สธ.หรือไม่ และสอดคล้องกับพื้นที่ใดที่ใช้กัญชาสูง นพ.มานัส กล่าวว่า ข้อมูลนี้มาจาก รพ.ในสังกัด สธ. ส่วนข้อมูลดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการใช้กัญชาสูงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์จากกัญชาในพื้นที่ค่อนข้างมากขณะที่ภาคใต้จะเป็นกระท่อม
ต่อข้อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าอนาคตจะระบุว่า การใช้กัญชาห้ามขับรถ เหมือนกรณีป่วยโรคลมชักจะไม่สามารถได้ใบรับรองแพทย์เพื่อต่อใบอนุญาตขับขี่ได้ นพ.มานัส กล่าวว่า เป็นไปได้ เพราะกรมการแพทย์ได้หารือกับกรมควบคุมโรค หารือเรื่องการวิจัย งานวิชาการเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการประเมินสมรรถนะเรื่องการขับขี่

