ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะเตือน ปั๊มถี่อาจไม่ช่วยลดเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก ชี้ 2 ครั้ง/สัปดาห์ พอ!

14.06.22 | 13:44 น.

ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะเตือน ปั๊มถี่อาจไม่ช่วยลดเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก ชี้ 2 ครั้ง/สัปดาห์ พอ!

วันนี้ (14 มิถุนายน) นพ.นันทวัฒน์ ศิริธานันท์ แพทย์ชำนาญการพิเศษ ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาล (รพ.) นพรัตนราชธานี กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลการหลั่งน้ำเชื้ออสุจิของเพศชายเฉลี่ยเดือนละ 21 ครั้ง จะลดโอกาสเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับคนที่หลั่งเพียง 5-7 ครั้งต่อเดือนว่า ปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยที่ยืนยันชัดเจนว่า เพศชายควรหลั่งน้ำเชื้อเฉลี่ยมากน้อยเท่าไรถึงจะลดโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ แต่ก็มีหลายงานวิจัยออกมา เช่น ในปี 2016 ก็มีการออกการศึกษาว่าการหลั่งน้ำเชื้อของเพศชายทั้งจากการมีเพศสัมพันธ์ และการช่วยตัวเองจำนวนหลายครั้งต่อเดือน อาจพบความสัมพันธ์กับมะเร็งต่อมลูกหมากที่ลดลง ทั้งนี้ การศึกษานี้เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลังเป็น 10-20 ปี ซึ่งความจำของผู้ให้ข้อมูลอาจจะไม่ครบถ้วน ดังนั้น จึงต้องดูและระวังเรื่องข้อมูลศึกษาวิจัยด้วย

นพ.นันทวัฒน์กล่าวว่า มีการวิเคราะห์อภิมานงานวิจัยหลายเรื่อง (meta-analysis) โดยมีงานวิจัยใหม่ที่เพิ่งออกมาระบุว่า การหลั่งน้ำเชื้อควรมีจำนวนพอประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมถึงการมีคู่นอนน้อยลง หลั่งน้ำเชื้อพอประมาณ และอายุที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในอายุที่มากขึ้น ยิ่งช้า ยิ่งดี จะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง

“ฉะนั้น ข้อมูลก็มีความย้อนแย้งกันในหลายๆ งานวิจัย จึงแนะนำว่า ไม่ควรฟังข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งแล้วสรุปเลยว่าการมีเพศสัมพันธ์เยอะๆ จะมีโอกาสช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก” นพ.นันทวัฒน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าไม่จำเป็นว่าหลั่งน้ำเชื้อมากๆ จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงได้ นพ.นันทวัฒน์กล่าวว่า เนื่องจากเป็นการเก็บข้อมูล เราจึงต้องมาดูรูปแบบการเก็บว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ และอธิบายถึงความสัมพันธ์กัน รวมถึงปัจจุบันก็มีหลายงานวิจัยที่ออกมา จึงต้องวิเคราะห์ส่วนนี้ด้วย

Advertisement

“ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลฟันธงเรื่องนี้ชัดเจนว่า การมีเพศสัมพันธ์กี่ครั้งแล้วจะมีผลลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก” นพ.นันทวัฒน์กล่าว

เมื่อถามต่อว่า การมีเพศสัมพันธ์ที่มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ นพ.นันทวัฒน์กล่าวว่า การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีอารมณ์ทางเพศ แนะนำว่า มีได้ แต่ต้องพยายามปลีกเวลาหากิจกรรมอย่างอื่นทำด้วย

“จะดีกว่าโฟกัสเรื่องนี้เกินไป เช่น ไปออกกำลังกาย ถือเป็นกิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ ซึ่งจะมีประโยชน์มากกว่า” นพ.นันทวัฒน์กล่าว

เมื่อถามถึงอายุของเพศชายที่เหมาะกับการมีเพศสัมพันธ์ นพ.นันทวัฒน์กล่าวว่า เป็นเรื่องของความพร้อม และขึ้นอยู่กับการรู้จักป้องกันเป็นสำคัญที่สุด เพราะปัจจุบันมีปัญหาเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ก่อนพร้อม ฉะนั้น หากมีความต้องการเพศสัมพันธ์ครั้งแรก การเรียนรู้ การคุมกำเนิด จึงมีความสำคัญมากกว่า

ด้านนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวถึงงานวิจัยในต่างประเทศที่มีการระบุ มีเพศสัมพันธ์ 21 ครั้งต่อเดือน ลดการเกิดมะเร็งต่อลูกหมาก ว่า งานวิจัยนี้ ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นสิ่งที่ต้องมารองรับการแก้ไขปัญหาสุขภาพของเพศชาย และส่อว่าอาจเกิดความสัมพันธ์ ที่มิยินยอมกันในครอบครัว เพียงเพราะอยากให้ฝ่ายชายมีสุขภาพดี ความคิดเช่นนี้ เข้าข่ายลักษณะชายเป็นใหญ่

“อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวไม่ได้จ้องมาโจมตีหลักฐานทางการแพทย์ แต่เห็นควรว่าทางสมาคมแพทย์ รวมถึงแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ควรออกมาให้ข้อมูลมากกว่าการเสนอแค่งานวิจัย แบบลอยๆ เพราะไม่ได้บอกถึงสาเหตุของการเกิดโรค หรือการยับยั้งการเกิดโรคทางอื่น ทั้งนี้ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง เป็นเรื่องของความยินยอม ความพร้อมใจ แต่งานวิจัยอาจส่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวได้” นายจะเด็จ กล่าวและว่า ผู้หญิงในยุคปัจจุบันมีบทบาทหน้าที่ทั้งนอกบ้านและในบ้าน มีความรับผิดชอบ 2 ด้าน แค่ทั้งทำงานนอกบ้าน ทำงานบ้าน ก็ลำบากมากแล้ว การที่มีงานวิจัยเช่นนี้ออกมาโดยขาดการให้องค์ความรู้อื่นรองรับ เกรงว่าท้ายสุดภาระของผู้หญิงก็จะเพิ่มมากขึ้น และเกิดการมีสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม หรือแม้แต่การมีสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาเกิดขึ้น ก็จะกลายเป็นปัญหาครอบครัว หรือการมีสัมพันธ์กับคนเพศอื่น อันนี้จึงอยากให้ทางแพทย์ที่เกี่ยวข้องให้ความเข้าใจ มากกว่าการเปิดเผยงานวิจัยอย่างเดียว