ปลัด สธ.ยันลุยต่อกัญชาเสรีการแพทย์ แก้เจ็บแก้จน เร่งอุดช่องโหว่ใช้ผิด กม.คุ้มครอง ปชช. 

15.06.22 | 12:15 น.
ปลัด สธ.ยันลุยต่อกัญชาเสรีการแพทย์ แก้เจ็บแก้จน เร่งอุดช่องโหว่ใช้ผิด กม.คุ้มครอง ปชช. 

วันนี้ (15 มิถุนายน 2565) เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดงานวิชาการ “เดินหน้ากัญชาเสรี แก้เจ็บแก้จน” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และเปิดอบรมการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวที่ดีของพืชกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการส่งออก โดยมี นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และผู้บริหาร สธ.เข้าร่วม

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ที่มีการปลดล็อกพืชกัญชา ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ให้ออกจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (ยส.5) ถือเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ฉะนั้น คนในชาติต้องพยายามใช้ประโยชน์จากกัญชาที่มีมาแต่ดั้งเดิมที่เป็นสมุนไพรรักษาโรค มีการใช้กัญชาเข้าตำรับยาแผนไทยมานานแล้ว ซึ่งช่วงหนึ่งมีการระบุว่า กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่ขณะนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับสารออกฤทธิ์ของกัญชามาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งหากเราหาประโยชน์และลดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ได้ กัญชาก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศ

“การที่เคยระบุว่า เป็นยาเสพติด ก็เป็นตราบาปอยู่แล้ว เหมือนกับก่อนหน้านี้ ที่คนมองผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยยาเสพติด หรือผู้ป่วยเอชไอวีที่ออกมาใช้ชีวิตในสังคม จะเห็นว่าช่วงแรกคนก็จะตั้งคำถามหรือมีความรู้สึกไม่ค่อยดี ขณะนี้ กัญชากำลังประสบเคราะห์กรรมเดียวกันอยู่กับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นนั้น” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

Advertisement

ปลัด สธ.กล่าวว่า พืชออกฤทธิ์หลายอย่างในประเทศไทย ที่เราช้าไปทำให้เกิดการสูญเสียให้กับคนอื่นไปทำยา ขณะที่ประเทศเรามีการเกษตรนำ เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยาง ปาล์ม ฯลฯ ที่เป็น 5 เสือ ทำรายได้ให้ประเทศจำนวนมาก ขณะนี้เป็นยุคของสมุนไพรที่ตั้งใจว่าจะต้องสร้างมูลค่าให้มากกว่า 50,000 – 100,000 บาทต่อไร่ต่อปี เพราะหากไม่ได้ตามนี้ประชาชนก็ไม่เปลี่ยนวิถีเกษตรกรรม

“เช่นหากเราจะให้คนเมืองจันท์เปลี่ยนจากผลไม้ มาเป็นสมุนไพรก็คงยากเพราะรายได้ผลไม้ดีกว่า ฉะนั้น ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรให้ได้ ตามที่รัฐบาลมีนโนบายสร้างเศรษฐกิจจากพืช (Bio Economy) โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้สนับสนุนอยู่หลายตัว รวมถึงกัญชาด้วย” นพ.เกียรติภูมิ กล่าวและว่า สำหรับกัญชามีสารออกฤทธิ์ที่ให้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งนโยบายกัญชาของรัฐบาลมีมาตั้งแต่ปี 2562 แต่ก่อนหน้านั้น ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีตรัฐมนตรีว่าการ สธ. ก็ได้ให้ความสำคัญโดยให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ใช้พื้นที่ 50 ตารางเมตร ปลูกกัญชาเพื่อสกัดสารสำคัญทีเอชซี (THC) ออกมาใช้ในการรักษา ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ สธ. สนับสนุนมาอย่างยาวนาน มีคลินิกกัญชาทางการแพทย์ ที่ผสมผสานระหว่างแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบันในการดูแลผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นโรคเฉพาะ เช่น โรคปลอกประสาทอักเสบ โรคลมชัก อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการใช้ยารักษาโรคมะเร็ง หรือใช้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะประคับประคองที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีอีกหลายโรคที่มีการพิจารณาว่า สามารถใช้กัญชาดูแลรักษาได้

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ส่วนเรื่องเศรษฐกิจก็เป็นนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะระยะหลัง ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ฉุดเศรษฐกิจไปมาก ดังนั้น กัญชาก็จะเข้ามาช่วยได้ ในการทำเป็นผลิตภัณฑ์หรืออาหาร แต่ยังต้องระมัดระวังผลที่เกิดจากสารออกฤทธิ์ที่ส่งผลต่อระบบจิตประสาท ซึ่งจะย้อนกลับมาที่ระบบสาธารณสุขต่อไป อย่างเหล้า บุหรี่ อาวุธปืนที่เป็นของไม่ดี ถ้าให้ไปแรกๆ ก็กลัวจะไปยิงคนตายแต่ถ้าใช้ให้ถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์ หรือจะเป็นสุราที่ตั้งอยู่ที่บ้านก็ไม่ใช่ว่าเด็กจะดื่มทุกครั้งไป เรื่องของกัญชาก็จะมีตัวรับบางอย่างในร่างกายที่คนใช้แล้วเข้ากัน แต่บางคนก็อาจจะไม่ชอบ หรือบางคนก็ไม่ได้รับผลของกัญชาโดยตรง ไม่เฮฮา แต่เมื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแล้วก็ต้องมีการควบคุม และให้ความรู้กับประชาชน

ปลัด สธ. กล่าวต่อไปว่า ตนเห็นด้วยที่จะให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ตามที่กรมการแพทย์แผนไทยฯ เสนอ หากทำได้ก็ให้เร่งทำ เพราะเมื่อกัญชาเสรีแล้ว เราก็ต้องปกป้องประชาชนในส่วนที่ไม่ดี ที่จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพด้วย

“เราออกประกาศควบคุมกลิ่นและควันกัญชาให้เป็นเหตุรำคาญ รวมถึงหากมีผลต่อจิตประสาท มีผลต่อพฤติกรรมที่ทำให้เสพติด มีอาการจิตประสาท ก็ต้องเฝ้าระวัง ป้องกันซึ่งจะสะท้อนผลออกมาในเรื่องของอุบัติเหตุ มีผลทางจิตประสาทมากขึ้นหรือไม่ หรือจะมีผลเสียกับเด็กเยาวชนหรือเปล่า จึงต้องเร่งมาตรการป้องกันให้มากที่สุด ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูปก็ต้องฝากทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกคำเตือน เช่น เครื่องดื่มชูกำลังห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด ทั้งหมดนี้ พิจารณาตามหลักวิชาการ รวมถึงร้านใดที่มีการผสมอาหารด้วยกัญชาก็จะต้องมีการแจ้งให้ประชาชนทราบ ซึ่งหากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กัญชา กัญชง พ.ศ. … ยังไม่ออก ก็อาจใช้กฎหมายที่ สธ. มีอยู่ก่อน เพื่อให้เกิดความรอบคอบปลอดภัยที่สุด ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ หากยืนยันว่าเห็นประโยชน์ของกัญชา ต้องช่วยกันอธิบายทำความเข้าใจและป้องกัน โรงเรียนสีขาว โรงพยาบาลสีขาว ก็ยังใช้ได้อยู่ สธ.ไม่ได้ห้ามอยู่แล้ว ก็ต้องพิจารณาโดยรอบคอบว่าจะเป็นอย่างไร แต่หากใช้ในการรักษาโรคก็ยินดี ผมคิดว่าทุกคนมีความพร้อมช่วยกันสื่อสาร ทำความเข้าใจออกไปให้มากที่สุด ส่วนที่ไม่ดีของกัญชาก็ต้องควบคุม อันไหนที่ดีก็ต้องทำความเข้าใจส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ต่อไป เราไม่บังคับให้คนใช้กันชาอยู่แล้ว ใครที่จำเป็นหรือคิดว่าใช้แล้วเกิดประโยชน์ก็สามารถใช้ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีลิมิต และการป้องกันที่ดี” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว